
'เฉลิม'โวทำงาน3วันปิด116เว็บหมิ่น
"เฉลิม"นำทีมกก.ป้องกันเว็บหมิ่น โวทำงาน 3 วัน ปิดไปแล้ว 116 เว็บ ด้าน"รอง ผบก.ปอท."แนะอย่าเข้าดู ส่งต่อ กดไลค์ ค้นหา และแสดความคิดเห็น ชี้เหตุจะทำให้เกิดการยั่วยุ ทำให้คนทำผิดยิ่งได้ใจ และสร้างความนิยม ไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเวลา 13.40 น.วันที่ 14 ธ.ค. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการป้องกันและปราบปรามการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แถลงการทำงานของคณะกรรมการฯว่า หลังจากที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ดังกล่าวขึ้น ตนได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ในฐานะผบ.ตร. เป็นผู้รับผิดชอบ โดยได้ตั้งคณะทำงาน ขึ้นมีพล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษา(บร 2) เป็นหัวหน้าชุดทำงาน
ใช้เวลาเพียง 3 วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) บูรณาการกำลังหาแนวคิดและแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยที่ผ่านมาทุกรัฐบาลต่างก็ตั้งใจที่จะสกัดกั้นเว็บไซต์ที่กระทำการผิดกฎหมาย หรือไม่เหมาะสม แต่ไม่มีการบูรณาการการทำงาน และไม่เอาจริงเอาจัง ตนจึงได้บูรณาการตำรวจทั้งหมดที่มีควารู้ความสามารถ โดยได้หน่วยกองกำลังจากกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) หน่วยทางเทคนิคจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และความร่วมมือจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) โดยยืนยันว่างานนี้ไม่มีเสื้อสีใด ใครกระทำความผิดก็ต้องรับผิด และย้ำว่างานนี้ไอซีทีกับตำรวจต้องทำงานไปด้วยกัน
ด้านพล.ต.อ.วรพงษ์ หัวหน้าชุดทำงาน กล่าวว่า จากนโยบายที่ร.ต.อ.เฉลิม ได้ให้นั้น ได้มีการเร่งรัดในการทำงาน โดยได้มีการประชุมหารือและมอบหมายภารกิจไปแล้วในวันที่ 9 และ 12 ธ.ค. 54 มีมาตรการออกมาเป็น 2 แนวทาง คือ 1. ปิดกั้นไม่ให้ข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่ประชาชน ซึ่งต้องใช้อำนาจศาล โดยเมื่อวาน (13 ธ.ค.) คณะกรรมการฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงไอซีที ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลาย ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์มีเนื้อหาและภาพอันไม่เหมาะสมเกี่ยวกับสถาบัน ที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ต่าง ๆ อาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 20 ประกอบมาตรา 14 (3) โดยศาลมีคำสั่งให้ระงับการแพร่หลายข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามเว็บไซต์ทั้งหมด 116 ตำแหน่ง (URL)
2. การดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่พบความผิดที่มีร่องรอยและหลักฐานที่จะดำเนินการจับกุมได้ โดยได้รวบรวมเป้าหมายให้ศาลอาญาออกหมายค้นทั้งหมด 5 เป้าหมาย เมื่อวาน (13 ธ.ค.) คณะกรรมการฯได้มอบหมายให้เจ้าพนักงานตำรวจ บก.ป. และบก.ปอท. โดยการอำนวยการของพล.ต.อ. เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รอง ผบ.ตร.(ปป 3), พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก., พล.ต.ต.สุรพล หอมชื่นชม ผบก.ปอท. พ.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป.และตน เข้าตรวจสถานที่เป้าหมาย นำส่งบก.ปอท.ดำเนินการ สามารถรวบรวมพยาน หลักฐานได้ 2 เป้าหมาย แต่ยังไม่ได้แจ้งความจับกุม ส่วนอีก 3 เป้าหมาย ไม่พบกลุ่มคนเป้าหมาย เชื่อว่ามีการไหวตัวและหลบหนีไปก่อนจะมีการเข้าตรวจค้น
ส่วนนายธนิต ประพาสตระนันท์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงไอซีที ในฐานะตัวแทนจากกระทรวงไอซีที กล่าวว่า กระทรวงไอซีทีเองไม่ได้นิ่งนอนใจ และให้ความสำคัญต่อการปิดเว็บไซต์ที่เข้าข่ายหมิ่นฯ ซึ่งตอนนี้ได้สามารถรวบรวมผู้ที่เข้าข่ายได้ 60,000 URL ซึ่งขณะนี้ได้มีการระงับไปแล้ว 116 URL และทางกระทรวงฯจะเร่งรัดการดำเนินการปิดเว็บไซต์ที่เข้าข่ายดังกล่าวทุกสัปดาห์ให้ได้มากที่สุด
นอกจากนี้ พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา รอง ผบก.ปอท. กล่าวว่า ทางปอท.ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีทีมงานที่ทำการศึกษาเทคโนโลยีว่ามีความก้าวหน้าอย่างไร โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook , Twitter และYou tube ว่ามีความสลับซับซ้อนอย่างไร โดยได้ค้นคว้าหาเครื่องมือที่จะช่วยรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่ายซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล คือ ระบบ Lawful Interception (LI) โดยจะกระทำภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของประชาชน ทั้งนี้เสนอให้กระทรวงไอซีทีเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการสั่งซื้อมูลค่า 400 ล้านบาท จำนวน 1 เครื่อง เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายเว็บไซต์ดังกล่าว โดยนายกฯมีมติให้กระทรวงไอซีทีเป็นผู้ดำเนินการต่อไป
อีกทั้งได้เสนอแนวทางการป้องกันการเผยแพร่เว็บไซต์ที่เข้าข่ายหมิ่นฯโดยไม่ได้ตั้งใจ ดังนี้ 1. หากพบเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมต้องไม่เผยแพร่ต่อโดยการส่งอีเมลล์ แจ้งลิงค์ สำเนาส่งต่อ หรือเข้าไปดูเว็บไซต์ดังกล่าวหลาย ๆ ครั้ง 2. กรณี Facebook You tube หรือเครือข่ายออนไลน์ที่มีปุ่ม Like ให้กด อย่าไปกดปุ่มดังกล่าว 3. Twitter อย่าได้กดปุ่ม Follow 4. การใช้ Keyword ในการค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหา เช่น Google Bling Yahoo หากพบข้อมูลที่ไม่เหมาะสม อย่ากด link เข้าไปดูในเว็บไซต์ดังกล่าว นอกจากนี้การโจมตี ตอบโต้ ติดตาม ค้นหาเว็บไซต์ที่เข้าข่ายที่ได้ระบุมาในทางจิตวิทยาจะเป็นการยั่วยุให้บุคคลดังกล่าวกระทำความผิดมากขึ้น และในทางเทคนิคจะเป็นการสร้างความนิยมให้เว็บไซต์ดังกล่าวโดยไม่รู้ตัว ทำให้มีการแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยกรณีสื่อสังคมออนไลน์สามารถรายงานผู้ดูแลระบบได้ว่าชื่อบัญชีดังกล่าวเป็นอันตราย หรือเข้าข่ายหมิ่นประมาทต่อผู้ใดก็ตาม เพื่อให้เกิดการปราบปรามบัญชีดังกล่าวต่อไป และหากพบเว็บไซต์ที่เข้าข่ายดังกล่าวสามารถรายงานได้ทางเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ www.royalpolice.go.th หรือเว็บไซต์ของกระทรวงไอซีที www.mict.go.th



