
ศาลนัดฟังคำสั่งประกันกี้ร์19ธ.ค.
ศาลนัดฟังคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว "กี้-อริสมันต์" 19 ธ.ค.บ่ายสอง หลังไต่สวนเจ้าตัว ยันตัวเองรักสงบ ไม่นิยมความรุนแรง ไม่เคยหนีศาล แค่ที่ผ่านมาต้องหนีเอาชีวิตที่ตกเป็นเป้าสังหาร โดยเจ้าตัว เสนอศาลพร้อมยุติชุมนุมการเมือง ผันตัวเองให้ความรู้ปชช. ดึงเข้าแผนปรอด
วันที่ 14 ธ.ค.54 ที่ห้องพิจารณา 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อายุ 47 ปี แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จำเลย ในคดีร่วมกันก่อการร้าย ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอประกันตัวต่อศาลอาญา ครั้งที่ 2 รวม 3 คดี คือคดีก่อการร้ายที่ น.ส.ศันสนีย์ นวลสนิท เป็นนายประกันวางเงินสดจำนวน 4 ล้านบาท คดีหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หมายเลขคดีดำที่ อ.4177/2552 และคดีหมิ่นประมาท พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. หมายเลขคดีดำที่ 1463/2553 ซึ่งนางรพีพรรณ พงษ์เรืองรอง อายุ 38 ปี ภรรยานายอริสมันต์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ใช้ตำแหน่ง ส.ส. ตีราคา 1,350,600 บาท ขอประกันตัว เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา
โดยวันนี้ นายอริสมันต์ ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เบิกความสรุปว่า ที่ผ่านมาไม่คิดจะหลบหนีศาล แต่ตนหนีความตาย เนื่องจากตลอดเวลาได้พยายามติดต่อขอมอบตัว แต่ก็ได้รับแจ้งว่าจะไม่ปลอดภัย โดยมีเหตุการณ์ที่ทำให้เชื่อว่าชีวิตตนตกอยู่ในอันตราย ประกอบด้วย 1.เมื่อวันที่ 12 เม.ย.52 มีตำรวจ แต่งกายนอกเครื่องแบบบุกเข้ามาที่บ้านจับตัวตนและพาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ และมีการพยายามให้ตนเซ็นรับทราบข้อกล่าวหา แต่ไม่ให้ตนพบญาติและทนายความ 2.มีความพยายามจะอุ้มตัวตน โดยมีเจ้าหน้าที่ข่าวกรองชี้เป้า 3.ขณะอยู่ที่จังหวัดเชียงรายมีตำรวจบุกเข้ามาประชิดตัวโดยมีอาวุธครบมือ 4.มีการบุกจับตัวที่โรงแรมเอสซีปาร์ค และ 5.มีข่าวแจ้งว่าให้ตนระวังตัว เนื่องจากเป็น 1 ใน 3 เป้าสังหาร ซึ่งมีนายจตุพร พรหมพันธุ์ และพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธแดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกซึ่งถูกลอบสังหารรวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ หลังการสลายการชุมนุม ยังมีแกนนำแนวร่วม นปช. จังหวัดต่างๆ ถูกฆ่าตาย เช่น อ้วน บัวใหญ่ แดง คชสาร รวมถึงนายอดิศร เพียงเกษ , นายพายัพ ปั้นเกตุ , นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ , นายอารี ไกรนรา , นายชินวัตร หาบุญพาด ก็ถูกไล่ล่าต้องหลบหนี กระทั่งบ้านเมืองมีความสงบจึงกลับมามอบตัวและได้ประกัน
นายอริสมันต์ เบิกความอีกว่า หลังมีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ ตนจะขอเข้ามอบตัวและสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นส.ส. แต่มีผู้ใหญ่หลายคนบอกให้ชะลอการมอบตัว เพราะไม่ได้รับการยืนยันว่าจะปลอดภัย และตนเกรงว่าจะเป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย จึงเสียสละไม่กลับมา จะรอจนการเลือกตั้งจบลงด้วยดี และได้รัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย แต่ปรากฏว่าช่วงประสานงานกลับมามอบตัวเกิดเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ จึงรอให้สถานการณ์น้ำแห้งลง และทราบข่าวว่ามี ส.ส.หลายพรรคร่วมเป็นกรรมาธิการปรองดองแห่งชาติ เพื่อให้ประเทศชาติเกิดความสามัคคี ตนเห็นเป็นโอกาสอันดี และอยากเห็นบ้านเมืองเกิดความปรองดอง จึงเข้ามอบตัว
“ ตลอดเวลาผมเป็นผู้ถูกกระทำ ยืนยันว่าตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผมเป็นคนรักสงบ มีความยุติธรรม ไม่นิยมความรุนแรง เป็นคนเรียบร้อย เที่ยงตรง จะต่อสู้ในกรอบของกฎหมาย พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ต่อสู้คดีต่อศาลอย่างไม่ผิดเงื่อนไขในทุกคดี”
ต่อมาอัยการโจทก์ ได้ซักค้านโดยอ่านคำพูดของนายอริสมันต์เมื่อครั้งชุมนุมที่แยกราชประสงค์ และเรียกร้องให้กลุ่มเสื้อแดงเผากรุงเทพฯ ซึ่งนายอริสมันต์ ได้เบิกความตอบคำถามซักค้านว่า ที่พูดไปอย่างนั้น เพราะต้องการปรามเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ให้ปฏิวัติและทำร้ายประชาชนด้วยอาวุธสงคราม ซึ่งการชุมนุมทุกครั้งก็มีตรวจค้นผู้เข้าร่วมชุมนุมตลอด ไม่พบว่ามีใครพกมีดหรือขวดแก้วเข้ามาในที่ชุมนุม
จากนั้นศาลเริ่มตั้งคำถามไต่สวนเอง โดยศาลถามว่าที่จำเลยหลบหนีอ้างไม่ได้รับความปลอดภัยในเหตุการณ์วันที่ 12 เม.ย.53 เป็นอย่างไร นายอริสมันต์ ตอบว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์มาจับขึ้นเฮลิคอปเตอร์ และพยายามบังคับให้เซ็นต์เอกสารบอกว่าจะให้ประกันตัวที่ศาลอาญา ที่กรุงเทพฯ แต่เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวกลับไปจอดที่กองบินตำรวจ มีเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธสงครามพาไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์อีกลำ ตนถามว่าจะพาไปไหนแต่ไม่ได้รับคำตอบ ขณะนั้นตนเกิดความสับสนเชื่อว่าชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตราย เพราะจากอดีตหากมีการจับแกนนำต่อต้านรัฐบาลจะต้องถูกฆ่าตาย ลูกเมียก็ไม่ทราบว่าถูกคุมตัว ขอพบทนายก็ไม่ได้ จึงต้องต่อสู้กับคนบนเฮลิคอปเตอร์จนมีการยอมให้ลงมาพบกับนายจตุพร นำเรื่องไปแจ้งนักข่าวที่เวทีปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาล ส่วนตนถูกคุมตัวไปที่ค่ายนเรศวร และได้รับการปล่อยตัวที่ศาลจังหวัดพัทยาคดีบุกรุกโรงแรมรอยัล คลิฟฟ์ บีช รีสอร์ท
ศาลถามต่อว่าที่จำเลยระบุว่าเป้าหมายคือ จำเลย พล.ต.ขัตติยะ และนายจตุพร นั้นได้ข้อมูลมาจากที่ใด นายอริสมันต์ เบิกความว่ามาจากนักข่าว ข้าราชการทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาแจ้งข้อมูลหลังเวที โดยตนได้ร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์จนถึงวันที่ 19 พ.ค.53 ซึ่งเป็นวันที่มีการสลายชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงร่วมกับนายณัฐวุฒิ และนายจตุพร โดยก่อนการชุมนุมแกนนำได้มีการเจรจากับรัฐบาลโดยมีวุฒิสภาเป็นคนกลางในวันที่ 18 พ.ค.53 มีเงื่อนไขที่ตนรับไม่ได้คือให้แกนนำทั้งหมดมอบตัวและจะอนุญาตให้ประกันตัว ยกเว้นตนเพียงคนเดียว จึงเชื่อว่าชีวิตตนคงไม่ปลอดภัย หลังเจ้าหน้าที่เข้าสลายชุมนุมวันที่ 19 พ.ค.53 ตนจึงต้องหลบหนี ส่วนแกนนำคนอื่นสามารถเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ได้
ศาลถามต่อไปว่าที่จำเลยตกเป็นเป้าหมายมาจากสาเหตุใด นายอริสมันต์ เบิกความว่า มาจากการที่ตนนำประชาชนไปยื่นหนังสือถึงผู้นำประเทศอาเซียน ที่มีการจัดการประชุมที่โรงแรมรอยัล คลิฟฟ์ บีช รีสอร์ท พัทยา ในวันที่ 10 เม.ย.52 แต่ขณะเดินทางกลับพบกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 2,000 คน ซึ่งเป็นคนของเจ้าหน้าที่รัฐ สวมเสื้อสีน้ำเงินด้านหน้าเขียนข้อความปกป้องสถาบัน ด้านหลังมีข้อความ สงบสามัคคี มาขวางทางและลอบทำร้ายทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บต้องไปแจ้งความที่สภ.พัทยา จากนั้นอีกวันได้นำผู้ชุมนุมไปขอความเป็นธรรมให้รัฐบาลชี้แจง แต่ระหว่างทางก็ถูกชายฉกรรจ์กลุ่มดังกล่าว ใช้อาวุธปืนยิง ระเบิดขว้าง มีดแป๊บเหล็กรุมทำร้าย มีผู้ถูกยิง 3 คน มีนายทหารพาไปหลบที่หน้าโรงแรมรอยัล คลิฟฟ์ฯ แต่ก็ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ตามมาทำร้าย จึงต้องพาประชาชนไปหลบในโรงแรมแต่ไม่ใช่ส่วนที่มีการจัดประชุมผู้นำอาเซียน โดยเหตุที่ต้องมีการเลื่อนประชุมผู้นำอาเซียนเนื่องมาจากการที่รัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามคนเสื้อแดงได้ว่า มาเป็นรัฐบาลด้วยความชอบธรรมหรือไม่ ทำให้ผู้นำอาเซียนต่างตัดสินใจเลื่อนการประชุมเอง ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีการเข้าใจว่าตนเป็นคนนิยมความรุนแรง นำประชาชนล้มการประชุมผู้นำอาเซียน
ส่วนการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับกุมที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค นั้น ตนไม่ได้ต่อสู้ขัดขวางหรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ แต่เป็นการหนีเอาชีวิตรอดด้วยการใช้สายไฟโรยตัวหนีจากห้องพัก จากนั้นขอร้องให้นายตำรวจยศ พันตำรวจเอก พากลับไปส่งที่เวทีชุมนุมแยกราชประสงค์ เพื่อความปลอดภัย ไม่ได้จับตำรวจเป็นตัวประกันแต่อย่างใด
ศาลถามต่อว่า ถ้ารัฐบาลนี้ยังอยู่เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา แต่หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป จำเลยจะให้คำมั่นอย่างไรที่จะให้ศาลเชื่อว่าถ้าให้ประกันตัวแล้วจะไม่หลบหนีหรือก่อเหตุภยันตราย ปลุกปั่นยั่วยุประชาชนให้เกิดการกระด้างกระเดื่อง นายอริสมันต์ เบิกความว่า ตนมั่นใจกระบวนการยุติธรรมและความบริสุทธิ์ของตน ยืนยันจะไม่หลบหนี จะขอต่อสู้คดีและจะไม่ทำผิดซ้ำอีก ส่วนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงจากนี้จะเลี่ยงการชุมนุมที่หมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดกฎหมาย เพราะเราเรียกร้องประชาธิปไตยต้องกระทำภายใต้รัฐธรรมนูญ การกระทำของตนที่ผ่านมาเนื่องจากตกเข้าไปอยู่ในเกมที่สลับซับซ้อน จนทำให้ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ จึงมีคำพูดปลุกปั่นประชาชน แต่หากได้รับความเมตตาจากศาลให้ประกันตัว จะขอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความปรองดอง และพร้อมทำตามเงื่อนไขของศาลทุกประการ
ศาลถามว่ามีข้อเสนอพิเศษ ที่จะให้ศาลมั่นใจอย่างไร หากศาลให้ประกันตัว นายอริสมันต์ ตอบว่า จะขอยุติการชุมนุมทางการเมือง และจะให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวสิทธิและหน้าที่ของประชาชน เพื่อเข้าสู่ความปรองดองสมานฉันท์ หากผิดสัญญาเงื่อนไขให้ศาลลงโทษได้ทันที และพร้อมรายงานตัวตามวันเวลาที่ศาลกำหนดโดยไม่มีข้อขัดข้อง
ภายหลังศาลไต่สวนนายอริสมันต์แล้ว ทนายความจำเลยนำ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร เบิกความว่า ตามแนวทางเห็นว่าเมื่อผู้ต้องหาเข้ามอบตัว ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าจะเข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดี หากคิดจะหลบหนี คงจะไม่เข้ามอบตัวเอง
ขณะที่นางรพีพรรณ ภรรยาของนายอริสมนต์ ได้แถลงต่อศาลเพิ่มเติมว่า สามีพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อต่อสู้ทุกคดี และตนเองพร้อมจะใช้ตำแหน่ง ส.ส. เป็นหลักประกันการันตีว่าสามีจะไม่หลบหนี ซึ่งครอบครัวยังมีบุตรชาย -บุตรสาว 3 คน ซึ่งสามีก็ต้องการได้กลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัว จึงขอความเมตตาจากศาลพิจารณาปล่อยชั่วคราวด้วย
เมื่อไต่สวนพยานเสร็จสิ้นแล้ว ศาลจึงนัดฟังคำสั่งว่าจะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนายอริสมันต์ หรือไม่ ในวันที่ 19 ธ.ค. นี้ เวลา 14.00 น.
ภายหลัง นางรพีพรรณ ภรรยานายอริสมันต์ กล่าวว่า หวังว่าจะได้รับความเมตตาจากศาลที่จะให้ประกันตัวสามี หากได้รับการปล่อยตัวก็จะกลับไปพักที่บ้าน ไม่ได้จัดสถานที่อื่นเพื่อความปลอดภัย ส่วนความปลอดภัยก็ไม่ได้มีการประสานผู้ใหญ่ในรัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลในเรื่องนี้ สำหรับที่มีการกล่าวถึงเจ้าหน้าที่เคยติดตามและคุกคามช่วงชุมนุม ก็ยังไม่ได้คิดจะดำเนินการใด ๆ ทางกฎหมาย



