
สุเทพยันสั่งการสลายม็อบแดงชอบด้วยกม.
สุเทพ ยันสั่งการในเหตุการณ์ชุมนุมปี 53 โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่หวั่นไหว เหตุมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คุ้มครอง แจงมีบางฝ่ายพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง บช.น.เรียกสอบ'เทพเทือก'รอบสอง คดีสลายม็อบแดง
วันที่ 14 ธ.ค.54 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฏร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนอีกครั้งว่า ในวันนี้ (14 ธ.ค.) จะมีหัวหน้าพนักงานสอบสวน เชิญไปให้ปากคำ ชุดหนึ่งเป็นกรณีของเหตุการณ์วันที่ 13 พ.ค. 2553 ที่มีผู้เสียชีวิตเป็น 3 เหตุการณ์ คือวันที่ 14 - และวันที่ 19 พ.ค. 2553 โดยบางเรื่องจะค่อนข้างยาว ตนได้เรียบเรียงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเล่ม ทั้งภาพและข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นในปีนั้นได้อย่างสมบูรณ์ และตนจะอธิบายว่าในการปฏิบัติการแต่ละวันจนกระทั่งเหตุการณ์ยุติคืนกลับสู่ปกติ เราได้สั่งการอย่างไร ปฏิบัติการอย่างไร ส่วนการที่พนักงานเรียกหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก็เพราะเป็นคนละคดีกัน แต่วันนี้เป็นพนักงานสอบสวนในคดีอื่น
“การสั่งการในช่วงที่เกิดเหตุการณ์เดือนเม.ย.และ พ.ค. 2553 เป็นการสั่งการที่ในฐานะผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะคนที่ปฏิบัติงานมีเป็นหมื่น จะไปสั่งปากเปล่าคงไม่ได้ และกว่าจะสั่งการได้ก็ต้องมาประชุมหารือ อย่างรอบคอบว่าจะปฏิบัติอย่างไร เพราะฉะนั้นเป็นคำสั่ง ที่ตนได้สั่งการโดยชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายตัวแม่ก็คือ กฎหมายที่ว่าด้วยการบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เขาให้อำนาจไว้ว่าในสถานการณ์อย่างนี้ จะสามารถทำอะไรได้บ้างกี่อย่าง และตนปฎิบัติในกรอบของกฎหมายนั้น” อดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเอาผิดนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ได้ เพราะการออกคำสั่งในช่วงดังกล่าวมีกฎหมายรองรับ อดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ตนไม่อยากให้โต้เถียงกันไปไกล วันนี้เพียงแต่ว่าเมื่อมีผู้เสียชีวิตบางรายที่ทางดีเอสไอ มีข้อสงสัยว่าเสียชีวิตเพราะการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งรับคำสั่งไปจากตนนั้น เขาก็ต้องไปไต่สวนดำเนินการตามวิธีการของกฎหมาย สอบพยานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูว่า มีข้อน่าสงสัยว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่หรือไม่ ถ้าเจ้าพนักงานมีความเห็นว่าน่าสงสัยว่าจะเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ ก็มีสิทธิที่จะไปขอให้ศาลไต่สวนว่า เป็นการสั่งการ ของเจ้าหน้าที่จริงหรือไม่ ยังมีอีกหลายขั้นตอน
ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ เพราะเวลานี้อำนาจเปลี่ยนมือไปแล้ว นายสุเทพ กล่าวว่า ก็มีบ้างเป็นธรรมดา เพราะอีกข้างพยายามที่จะบิดเบือนประวัติศาสตร์ หลายคนที่วันนี้เข้ามามีอำนาจเป็นผู้ที่มีส่วนในการก่อเหตุ ดังนั้นวันนี้เขาก็ทำตามอำนาจ ทำตามฤทธ์แดงที่เขามีอยู่ แต่ไม่ควรหวั่นไหว เพราะอยู่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่ดีประเทศหนึ่งยึดหลักกฎหมาย ต้องเชื่อในระบบที่มีอยู่ของเรา ส่วนในเรื่องของสำนวนการสอบสวนจะมั่นใจพนักงานสอบสวนแค่ไหนนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า
นายสุเทพแจ้งว่า การเข้าให้ปากคำในวันนี้จะเสนอภาพและวิดีโอ ที่สื่อมวลชนไทยได้บันทึกเอาไว้ เพราะฉะนั้นเป็นภาพที่คนไทยเห็นมาก่อนแล้ว ตนมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้ จะเป็นหลักฐานได้ดี
เมื่อถามย้ำว่า หากบอกว่าเป็นวิดีโอที่คนไทย เคยเห็นเจ้าหน้าที่เองก็คงต้องเคยเห็น แล้วทำไมจึงต้องมาขออีก นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่แน่ใจ เพราะไม่เคยเป็นพนักงานสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนจะรู้ไปหมดคงไม่ได้ เขาก็ต้องเรียกเอามาว่าหลักฐานนี้เอามาจากใคร ในวันนี้ใครเห็นเหตุการณ์บ้าง ไม่ใช่พนักงานสอบสวนจะเขียนได้เองหมด
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่พนักงานสอบสวนอาจจะหยิบเอาคำให้การใน 2 วันที่เข้าพบมาแจ้งข้อกล่าวหาให้ในภายหลัง เพื่อดำเนินคดีทางอาญา อดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ก็เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการตัดสินจำคุก 38 ปี กับตำรวจที่ยิงกระทรวงกลาโหม ในช่วงเกิดเหตุการณ์จะมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการฟังการสอบสวนของท่านหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตอนนั้นตอนที่เราช่วยกันแก้ปัญหา มีคนเอา จรวดอาร์พีจี มาว่า จะยิงกระทรวงกลาโหม พวกฝ่ายที่ร่วมก่อเหตุ กล่าวหาว่าตนสร้างเรื่องอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเขาก็สารภาพ แต่ที่น่าตกใจ คือเขาสารภาพว่าไม่ได้รับคำสั่งให้ยิงกระทรวงกลาโหม แต่ให้ยิงวัดพระแก้วเพื่อทำลายสัญลักษณ์ ความเป็นศูนย์รวมของประเทศ แต่สุดท้ายศาลก็สั่งลงโทษ แต่ก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานความเชื่อมโยงระหว่างตัวผู้กระทำผิดกับผู้ว่าจ้าง และกระบวนการของเขา
เมื่อถามว่า แกนนำในการว่าจ้างดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับแกนนำคนเสื้อแดงนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ใช่ แต่ว่า ในชั้นของพนักงานสอบสวนคงไม่ได้ทำลงไป ให้ถึงที่สุด หรือว่าไม่มีพยานหลักฐานโยงไปถึงผู้จ้างผู้วาน ผู้สั่งการได้
บช.น.เรียกสอบ'เทพเทือก'รอบสอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้เวลา14.00 น. พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ( รอง ผบช.น.) ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคลี่คลายคดีชันสูตรพลิกศพ 13 ศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในพื้นที่ กทม.ปี 2553 ที่ผ่านมา พร้อมคณะทำงานซึ่งนายตำรวจระดับรอง ผกก.สส.และพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่เกิดเหตุสลายการชุมนุมในจุดต่างๆนำไป สู่การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ สน.ปทุมวัน สน.ดุสิต สน.วัดพระยาไกร สน.พญาไท สน.พลับพลาไชย1 ได้นัดหมายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ และ อดีต ผอ.ศอฉ. ที่ออกคำสั่งให้มีการสลายการชุมนุมมาให้ปากคำที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลเป็นครั้งที่2 โดยนายสุเทพไม่ได้แจ้งขอเลื่อนนัดหมายแต่อย่างใด และยืนยันกับพนักงานสอบสวนว่าจะมาให้ปากคำตามที่นัดหมาย และยินดีให้ความร่วมมือทุกอย่างพร้อมจะนำหลักฐานเอกสารประกอบการชี้แจงข้อเท็จจริงของการออกคำสั่ง ให้มีการสลายการชุมนุมมาชี้แจงยืนยันระหว่างที่มีการสอบปากคำด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมานายสุเทพ ได้ให้การในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความวุ่นวายของบ้านเมืองเมื่อปี 2553 ในเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่เมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 ว่าการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ขอคืนพื้นที่จราจร หน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามคำสั่งนั้น ได้ปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายอย่างถูกต้องทุกอย่าง แต่มีคนไปอ้างว่าการปฏิบัติการดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งของตนนั้น ได้ทำงานอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และพรก.ฉุกเฉิน ปีพ.ศ.2548 ซึ่งถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ไม่มีเหตุรุนแรงที่เกิดจากเจ้าหน้าที่
สำหรับสำนวนนการสอบสวนคดีการชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตครั้งนี้เป็นผล สืบเนื่องจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีคำสั่งให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี DSI นำสำนวนการสอบสวนคดีการเสียชีวิต 13 ศพ จากเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปีที่ผ่านมา มอบให้กับตำรวจนครบาลทำการสอบสวนคดีชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตทั้งหมดอีกครั้งประกอบด้วย 1.นายมานะ อาจราญ 2.พลทหารวรรณสุทธ์ สาระ 3.นายชาติชาย ชาเหลา 4.นายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ 5.นายรภ สุขสถิตย์ 6.นายมงคล เข็มทอง 7.นายสุวัณ รักษา 8.นายเกรียติคุณ ฉัตรวิริยะกุล 9.นายประจวบ ประจวบสุข 10.นายบุญมี เริ่มสุข 11.ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ 12.นายพัน คำทอง และ 13.นายชาญณรงค์ พลศรีรา ซึ่งทั้ง 13 ศพดังกล่าว เสียชีวิตในท้องที่สน.ปทุมวัน สน.วัดพระยาไกร สน.พญาไท สน.ดุสิต และสน.พลับพลาไชย 1 โดยเห็นว่า DSI ไม่มีสิทธิ์และอำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบ เพราะต้องให้ทางเจ้าหน้าที่สอบสวนแต่ละท้องที่ที่เกิดเหตุเสียชีวิตเป็นฝ่ายชันสูตรพร้อมกับทำสวนเอง พร้อมยืนยันก่อนหน้านี้ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายระบุชัดเจนไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเข้ามา แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใดโดยให้กรอบระยะเวลาในการทำสำนวนใหม่ 67 วัน และทำสำนวนทางคดีอาญาควบคู่ไปด้วยภายในกรอบ 90 วัน



