
จันทรุปราคา
จันทรุปราคา : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
ผมอยู่ที่บ้านลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี ในคืนที่เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ดูตั้งแต่พระจันทร์ทอแสงเต็มดวง จนคราสจับหมดดวง ก็เป็นปรากฏการณ์ที่น่าประทับใจไม่น้อย ซึ่งนับเป็นผลพลอยได้ประการหนึ่งของการหนีน้ำท่วมมาอยู่ที่นี่ ที่บางส่วนยังมีสภาพเป็นทุ่งนาและไร่อ้อย ไม่มีตึกรามบ้านช่องหรือสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ และในตอนกลางคืนก็มืดสนิทไม่มีแสงไฟสว่างไสว ทำให้มองเห็นท้องฟ้าได้เต็มตา
ผมเคยแปลกใจว่าทำไมเวลาที่มองดูพระจันทร์ดวงเดียวกันในแต่ละท้องที่จึงเห็นดวงจันทร์แตกต่างกันออกไป เช่นทำไมพระจันทร์ที่อิสตันบูลจึงดูดวงใหญ่ หรือพระจันทร์ที่ทะเลทรายอตาคามา ชิลี จึงดูสุกสกาว ซึ่งคำตอบคงไม่ได้อยู่ที่พระจันทร์ แต่อยู่ที่สายตาของผู้มองกับสภาพของท้องฟ้าและบรรยากาศ นอกจากนี้อารมณ์ของเราเองก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย ดังนั้น จึงมีบทเพลงและบทกวีที่กล่าวถึงพระจันทร์ในมุมมองและความรู้สึกที่แตกต่างกัน เช่น “บลูมูน” กับ “มูนไลท์ สวิม” เป็นต้น
จันทรุปราคาที่ลาดหญ้า นอกจากจะมองเห็นด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจนแล้ว ยังมีกลิ่นอายของชนบทและวิถีแบบไทยๆ ให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด เช่นการยิงปืน จุดประทัด หรือการตีเกราะเคาะไม้ และการเคาะต้นไม้ใหญ่ต่างๆ จนระเบ็งเซ็งแซ่ ชวนให้นึกถึงบทความของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ที่นำเรื่องราหูอมจันทร์มาเป็นตัวอย่างในการแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการออกพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าการยิงปืนหรือเคาะเกราะที่ได้ยินในคราวนี้ คงไม่ได้เกิดจากความเชื่อเรื่องทำให้ราหูตกใจจนต้องรีบคายพระจันทร์อย่างเมื่อในในสมัยโบราณแล้ว หากแต่เกิดจากความสนุกสนานตามวิสัยคนไทยมากกว่า แม้ว่าบางครั้งความสนุกอาจจะเกินขอบเขตไปบ้าง เช่นกระสุนปืนไปโดนคนอื่นหรือตกใส่หลังคาของชาวบ้านก็ตาม แต่กิจกรรมใหม่อีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับการไล่ราหู แต่อาจเป็นเพียงความบันเทิงของคนในพื้นที่ ก็คือการร้องคาราโอเกะซึ่งอึกทึกครึกครื้นพอๆ กับเสียงปืนและเสียงประทัด
จันทรุปราคาค่อนข้างจะเป็นที่ตื่นเต้นสำหรับคนทั่วไป เหตุผลประการแรกน่าจะมาจากการที่เรามีความรู้สึกใกล้ชิดและผูกพันกับพระจันทร์ค่อนข้างมากมาแต่สมัยโบราณ ประการที่สองก็น่าจะมาจากความเชื่อต่างๆ ในเรื่องของจันทรุปราคา เช่นราหูอมจันทร์ ไปจนถึงโชคลาง และวิชาทางโหราศาสตร์ แม้ปัจจุบันจะมีคำตอบทางดาราศาสตร์ให้แก่ปรากฏการณ์ดังกล่าวแล้วก็ตาม
สิ่งที่น่าแปลกอีกอย่างหนึ่งของคนในสังคมไทยก็คือ ทั้งๆ ที่เราพากันขับไล่ไม่ให้ราหูมาอมจันทร์ แต่ก็มีคนเป็นจำนวนมากทำพิธีต้อนรับพระราหู ซึ่งทางโหราศาสตร์ถือว่าเป็นดาวบาปเคราะห์หรือดาวฝ่ายร้าย ทั้งการบูชาด้วยอาหารคาวหวานที่มีสีดำ 8 สิ่ง ไปจนถึงพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งอาจสะท้อนถึงนิสัยโอนอ่อนผ่อนตามต่อผู้มีอำนาจ มากกว่าการยืนหยัดต่อสู้กับอธรรม ของคนไทย
เมื่อแหงนหน้ามองดูพระจันทร์ที่ยังคงทอแสงเต็มดวงในคืนถัดมา ผมก็รู้สึกปลอดโปร่งและโล่งใจที่เห็นความงามของพระจันทร์ ที่แม้คืนก่อนจะหม่นหมองด้วยเงาราหู แต่เมื่อเงาทะมึนนั้นผ่านพ้นไปแล้ว พระจันทร์ดวงเดิมก็ยังสุกสกาวเช่นเดิม- ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ที่ราหูยอมคายพระจันทร์ออกจากปาก เพราะตกใจเสียงปืน เสียงประทัด และเสียงตีเกราะเคาะไม้ ที่ชาวบ้านตัวเล็ก ๆ พากันขับไล่หรือเปล่า?
แต่ก็คิดต่อไปว่า ถ้าคนตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเรา ไม่ยอมอยู่ใต้อิทธิพลของราหู และออกมาปกป้องพระจันทร์ของเรา ก็อาจทำให้ราหูไม่กล้าอมจันทร์ และในยามค่ำคืนที่เราแหงนหน้ามองท้องฟ้าก็จะได้เห็นพระจันทร์อยู่คู่ฟ้าไปชั่วกาลนาน



