
แนะลดทหาร-ตั้งตำรวจคุมแม่น้ำโขง
เลขาธิการสมช. : ลดทหาร-ตั้งตำรวจ คุมแม่น้ำโขง : ทีมข่าวความมั่นคง
เหตุการณ์สังหารลูกเรือจีน 13 ศพ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทำท่าจะคลี่คลายไปได้ด้วยดีแล้ว หลังจากจัดเรือลาดตระเวนร่วม 4 ชาติ ได้แก่ จีน พม่า ลาว และไทย เพื่อคุ้มครองเรือสินค้าจีนจากท่าเรือกวนเหลย สาธารณรัฐประชาชนจีน มายังบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ก่อนเข้าเขต อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
ส่งผลให้การค้าชายแดนลุ่มแม่น้ำโขงกลับมาฟื้นคืนชีพอีกครั้ง หลังเหตุสะเทือนขวัญดังกล่าวสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึงวันละ 200 ล้านบาท กระทั่งเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ได้มีเรือสินค้าจีน จำนวน 11 ลำ เดินทางเข้ามาเทียบท่าเรือเชียงแสนตามปกติอีกครั้ง หลังจากหยุดวิ่งไปตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา !!
พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ที่เดินทางไปประชุมเกี่ยวกับความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมายในแม่น้ำโขง รวมถึงแนวทางในการจัดตั้งกลไก 4 ฝ่าย และกลไกย่อย (Sub -Mechanism) ตามที่ได้ระบุในแถลงการณ์ร่วม (JointStatement) 4 ฝ่าย คือไทย จีน ลาว และพม่า ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "คม ชัด ลึก" ถึงผลสำเร็จจากการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประชุมร่วม 4 ฝ่าย กระทั่งมีการลาดตระเวนร่วม 4 ชาติ และเปิดให้มีการเดินเรือในแม่น้ำโขงอีกครั้ง
พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการเรื่องนี้ว่า เหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้าจีนที่ถูกกองกำลังไม่ทราบฝ่ายปล้นฆ่าลูกเรือจนเสียชีวิต 13 คน ที่บ้านป่าสา เขตเมืองพง ประเทศพม่า รัฐบาลจีนให้ความสำคัญมาก โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ขอความร่วมมือไทยและประเทศที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็ว
ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจาก "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" ที่อาจเป็น "ชนกลุ่มน้อย" ที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีความกว้างประมาณ 300 ตารางกิโลเมตร ที่มีการกระทำในลักษณะเรียกค่าคุ้มครองและปล้นสะดม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีเรือสินค้าแล่นผ่านเป็นจำนวนมาก โดยมีสถิติเรือจีนถูกปล้นและถูกยิงจนเสียชีวิตตลอด
“ทางการจีนพูดว่าเหตุการณ์ที่เกิดยังจับกุมตัวคนร้ายไม่ได้ ผมจึงชี้แจงไปว่าประเทศไทยให้ความสำคัญเรื่องนี้ และยอมรับว่าเหตุการณ์บางส่วนเกิดขึ้นในราชอาณาจักรไทย จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปสอบสวนดำเนินคดีและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝาย และทหารที่ต้องสงสัยก็เข้ามาให้ปากคำกับตำรวจทั้ง 9 นาย รวมถึงจะมีการจับผู้ต้องสงสัยที่เป็นพลเรือนอีก 1 คน โดยเป็นทหารที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ซึ่งการสอบสวนมีความคืบหน้าไปมาก เชื่อว่าทุกส่วนจะพอใจ โดยเฉพาะทางการจีน"
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การข่าวพุ่งเป้าไปที่ "นายหน่อคำ" ที่มีกำลังอยู่ในพื้นที่ว่าเป็นผู้ก่อเหตุ เพราะมีการนำสิ่งของที่ปล้นได้นำไปต่อยอดซื้ออาวุธ และค้ายาเสพติด
"เหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับประเทศไทย และมีการอ้างว่าทหารไทยเข้าไปเกี่ยวข้องในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันปราบปรามยาเสพติด ซึ่งบางส่วนมีพยานเห็นว่ามีชายชุดดำเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยห่างจากจุดเกิดเหตุบริเวณชายแดนไทยประมาณ 25 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พยายามดำเนินการสืบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เข้าไปรับผิดชอบ ส่วนการลาดตระเวนร่วม ผู้นำจีนได้เชิญ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อต้องการให้มีกลไกในการแก้ไขปัญหาให้เกิดความชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดการใช้บังคับกฎหมายเป็นหลัก” พล.ต.อ.วิเชียรกล่าว
เลขาธิการ สมช.กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยจะมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดในลุ่มแม่น้ำโขง (ศป.กข.) โดยมี พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็น ผอ.ศูนย์ โดยพื้นที่ที่ไทยรับผิดชอบมีอยู่ประมาณ 9 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังสามารถลาดตระเวนในพื้นที่บนบกได้ด้วย
“ศูนย์ปฏิบัติการ ศป.กข. ประกอบด้วย ตำรวจน้ำ ตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจภูธร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กรมศุลกากร และกรมเจ้าท่า โดย ศป.กข.จะอาศัยพื้นที่ของกรมเจ้าท่าในการปฏิบัติงานที่ท่าเรือเชียงแสน 1 โดยจะมีการเสนอขออนุมัติเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติกับทาง ครม.ต่อไป โดยจะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งศูนย์กำกับการตำรวจน้ำ ซึ่งปัจจุบันมีแค่ระดับสารวัตรในการปฏิบัติงาน ขณะที่มีเรือสินค้าเข้าออกวันละประมาณ 10-12 เที่ยว โดยมีมูลค่าวันละประมาณ 200 ล้านบาท”
ส่วนแนวคิดที่จะให้มีการยกเลิก "กฎอัยการศึก" ในพื้นที่ชายแดนด้านลุ่มแม่น้ำโขงนั้น เลขาธิการสมช. กล่าวว่า มีบางฝ่ายเสนอมา แต่กองทัพบกซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามการประกาศกฎอัยการศึก เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวยังมีปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อย ดังนั้น ควรที่จะคงกฎอัยการศึกเอาไว้ก่อน
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นขอให้กองทัพภาคที่ 3 มีคำสั่งปรับกำลัง เพราะขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายที่จะให้ "ตำรวจ" เข้าไปแก้ไขปัญหา เพราะเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอาชญากรรม จึงอยากให้ตำรวจเข้าไปรับผิดชอบแก้ปัญหาแทน
ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าการประชุม 4 ฝ่ายที่ผ่านมาจีนจะได้ประโยชน์สูงสุดในลุ่มน้ำโขงนั้น เลขาธิการ สมช.มองว่า จีนได้ประโยชน์มากที่สุด รองลงมาก็เป็นไทย รวมถึงลาวและพม่าก็จะได้ประโยชน์เช่นกัน หากทั้ง 4 ประเทศร่วมมือกันภายใต้พื้นฐานของการบังคับใช้กฎหมาย และเคารพในอธิปไตยซึ่งกันและกัน



