
เปิดแนวคิดสร้างเสริมพลังบวก
เปิดแนวคิดสร้างเสริมพลังบวก
มหาอุทกภัยที่เกิดในประเทศไทยขณะนี้ นอกจากจะสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินเงินทองแล้ว ยังส่งผลกระทบทางด้านร่างกายและจิตใจด้วย แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็ต้องผ่านพ้นไปให้ได้ ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญคือ ครอบครัวที่จะเป็นศูนย์รวมกำลังใจและทำให้ทุกคนพร้อมกลับมาลุกขึ้นได้อีกครั้งอย่างเข้มแข็ง พร้อมพลังคิดบวกที่จะตั้งรับกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า
สุภาวดี หาญเมธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทรักลูก กรุ๊ป จำกัด เป็นอีกหนึ่งหัวแรงใหญ่ที่ร่วมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตหลังวิกฤตินี้ว่า เชื่อว่าตอนที่เผชิญน้ำท่วม เราได้เก็บเกี่ยวบทเรียนชีวิตได้หลายบททีเดียว
"ต้องสอนเรื่องหลักคิดและกระบวนการคิด สอนลูกให้เคารพธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุล อันนี้เป็นพื้นฐานก่อน จากนั้นก็คิดบวก มีทุกข์อย่าท้อ อย่าโวยวายพร่ำเพ้อ แล้วก็ต้องฝึกให้คิดมีเหตุ มีผล วิเคราะห์เป็น ให้ลูกมีประสบการณ์คิดบนฐานความรู้ ไม่ใช่ใช้แต่ความรู้ตื้นๆ แล้วก็ให้ลูกได้ฝึกคิดหาวิธีพลิกวิกฤติ ไม่จมอยู่กับวิกฤติ ให้เขาได้เรียนรู้ว่าน้ำท่วมไม่เท่าไหร่หรอก แต่ถ้าใจถูกท่วมก็หมดท่า อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การอยู่และทำงานกับคนอื่นเป็น มีน้ำใจ ไม่เอาใจตัวเองเป็นใหญ่ หรือเอาตัวรอดฝ่ายเดียว คิดในมุมต่างๆ เหล่านี้แล้ว ดิฉันว่าน้ำท่วมครั้งนี้ก็คุ้มค่า มีเรื่องดีมากมายที่จะพลิกให้สังคมไทย ให้คนไทยและลูกเราแข็งแกร่งขึ้น” ผู้บริหารนิตยสารโมเดิร์น มัม ให้แง่คิด
ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร นักธรณีวิทยา อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยที่แนะนำตัวว่าเป็นนักวิชาการเพื่อชีวิต ร่วมให้แง่คิดแก่คุณพ่อคุณแม่ยุคที่โลกเกิดความเปลี่ยนแปลงว่า พ่อแม่ต้องอธิบายให้ลูกฟังว่า เมืองไทยที่เราอยู่เป็นที่ราบลุ่ม จึงมีโอกาสที่น้ำท่วมถึง สิ่งนี้เป็นธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ อาจมีนานๆ ทีที่เราควบคุมมันไม่ได้ เป็นเรื่องของธรรมชาติ มาแล้วก็จะผ่านไป ไม่มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้ เรื่องสำคัญคือพยายามปรับตัวอยู่กับมันให้ได้ พ่อแม่ควรจะชวนลูกคิดว่าต่อไปถ้าน้ำท่วมอีก ครอบครัวควรจะทำอย่างไร เพื่อจะตั้งหลักรับมือกับธรรมชาตินี้ ควรสอนลูกให้ว่ายน้ำเป็น พายเรือเป็น สอนทักษะการอยู่กับน้ำ รู้จักหาข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง เพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการตัดสินใจและดูแลตนเอง น้ำท่วมเป็นโอกาสที่เราจะแสดงน้ำใจในการดูแลคนอื่น โดยเฉพาะคนที่อ่อนแอกว่า เป็นอีกเรื่องที่สอนเด็กๆ ได้
ด้านคุณแม่ลูกหนึ่ง "เตย" วินรัตน์ สกาวรัตนานนท์ ได้เล่าประสบการณ์ตรงที่เธอได้สอนลูกชายตัวน้อย ด.ช.ลาเต้ วัย 5 ขวบ ว่าน้ำท่วมเป็นเรื่องธรรมชาติ เราอธิบายให้ลูกเข้าใจโดยให้ดูน้ำตกหรือเทน้ำให้ดูและบอกเขาว่า มันจะมาแรงกว่านี้มากๆ อีกเรื่องที่ต้องบอกเขาคือ ถ้ามีเรือมารับและนั่งไปได้คนเดียวให้ลาเต้ออกไปคนเดียวก่อน และทุกคนจะทยอยตามไป นอกจากนี้ยังสอนลูกให้จำเบอร์โทรศัพท์ของคนในครอบครัว สิ่งสำคัญคือการให้ความมั่นใจลูกว่า ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ไม่ทิ้งลูกอยู่แล้ว
ปิดท้ายที่ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ผอ.สถาบันราชานุกูล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เน้นย้ำในการสร้างทักษะให้ลูก ควรถือภาวะนี้เป็นโอกาสที่ดีในการเตรียมตัว เราต้องพูดคุยสื่อสารกับลูก สำหรับเด็กที่ต่ำกว่า 5 ขวบ แค่ตอบคำถามสั้นๆ ลูกก็มั่นใจได้แล้ว แต่ถ้าลูกวัยประถม ต้องการคำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ เช่น จำนวนน้ำเพิ่มสูง ระบายไม่ทัน เราเรียกว่าน้ำท่วม เด็กก็จะเข้าใจและเรียนรู้ธรรมชาติได้ พ่อแม่ต้องพูดคุยกับลูกบ้าง เช่น แผนการล่วงหน้า การเตรียมย้าย เพื่อบอกให้ลูกรู้ตัวอยู่เสมอ
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแนวคิดที่ทั้งผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่เป็นแม่ได้ถ่ายทอดให้เราได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมถึงการสอนลูกให้รับมือกับวิกฤติและมีความเข้าใจและร่วมรับผิดชอบในธรรมชาติ มากขึ้น โมเดิร์น มัม ขอเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมส่งเสริมพลังบวกจากแม่เพื่อการเผชิญหน้าวิกฤติอนาคตอย่างมีสติ



