
แคนาดาถอนตัวจากพิธีสารเกียวโตเป็นชาติแรก
แคนาดาประกาศถอนตัวออกจากพิธีสารเกียวโตอย่างเป็นทางการเป็นประเทศแรก โดยระบุว่าสัญญาลดก๊าซเรือนกระจกฉบับนี้ไม่ได้ช่วยแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก
รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมแคนาดา ปีเตอร์ เคนท์ แถลงเมื่อวานว่า แคนาดาขอใช้สิทธิ์ในการถอนตัวออกจากการเป็นภาคีสมาชิกของพิธีสารเกียวโต พร้อมกับบอกว่า สนธิสัญญาฉบับนี้ไม่ได้เป็นแนวทางสำหรับทั่วโลกในการแก้ไขวิกฤตโลกร้อนในขณะนี้ เพราะไม่ได้ครอบคลุมสหรัฐ และจีน สองชาติที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดในโลก
พิธีสารเกียวโตได้รับการลงนามจากนานาชาติเมื่อปี 2540 เป็นสัญญาฉบับเดียวในโลกที่กำหนดเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่กำหนดให้เฉพาะประเทศร่ำรวยปฏิบัติตาม ซึ่งยกเว้นสหรัฐที่ไม่ได้ให้สัตยาบันรับรองสนธิสัญญา
การประกาศถอนตัวของแคนาดาจากพิธีสารเกียวโตนับเป็นความล้มเหลวของสัญญาฉบับนี้ที่ใกล้หมดอายุลงในสิ้นปีหน้า และการประกาศนี้มีขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากการประชุมว่าด้วยสภาพภูมิอากาศโลกที่เมืองเดอร์บันของแอฟริกาใต้เพิ่งเสร็จสิ้นลงเมื่อวันอาทิตย์ และได้ข้อสรุปร่วมกันว่าทั่วโลกจะจัดทำสนธิสัญญาฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จและลงนามได้ภายในปี 2558 เพื่อใช้แทนพิธีสารเกียวโต สนธิสัญญาฉบับใหม่กำหนดให้ทุกประเทศในโลกต้องปฏิบัติตามข้อบังคับภายในปี 2563
ตามข้อบังคับในพิธีสารเกียวโต แคนาดาจะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลงจากปี 2533 ราว 6 เปอร์เซนต์ภายในปี 2555 แต่ปรากฎว่าปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อชั้นบรรยากาศโลก ยังคงมีปริมาณสูงขึ้น และในปีที่แล้วรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมตรีสตีเฟน ฮาร์เปอร์ ประกาศว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่ตัวเองต้องการ โดยบอกว่าไม่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายเดิมที่รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ประกาศไว้
และการถอนตัวจากพิธีสารเกียวโตครั้งนี้ ทำให้แคนาดาไม่ต้องจ่ายค่าปรับที่สูงถึง 1 หมื่น 3 พันล้านดอลล่าสหรัฐฯ หรือราว 4 แสนล้านบาท จากการที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายของพิธีสารได้
นอกจากนี้เคนท์ บอกว่า แคนาดาจะเริ่มดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้แผนภายในประเทศ โดยจะลดจากระดับเมื่อปี 2549 ให้ได้ 20 เปอร์เซนต์ ภายในปี 2563 เท่ากับลดไปเพียง 3 เปอร์เซนต์จากเมื่อปี 2533 จากรายงานล่าสุดระบุว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนของแคนาดาสูงขึ้นกว่าปี 2533 มากถึง 35 เปอร์เซนต์



