
รองผบ.ตร.ติวเข้มแกะรอยมือวางระเบิด
"รองผบ.ตร.". ติวเข้มตำรวจนครบาล ติดตามคดีลอบวางระเบิด 11 โมงวันนี้ รับฟังรายงานผลคืบหน้าฝ่ายสืบสวนหลังลงพื้นที่แกะรอยคนร้าย
วันที่ 13 ธ.ค.54 ความคืบหน้ากรณีคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องใส่กระเป๋ามาวางไว้บริเวณเกาะกลางหน้ากองสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนราช ดำเนินกลาง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดเวลา 11.00น.วันนี้ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร.เรียกประชุมคณะทำงานสืบสวนสอบสวน ติดตามความคืบหน้าทางคดีที่กองบัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น.)ภายหลังมอบหมายให้ฝ่ายสืบสวนแต่ละชุดลงพื้นที่แกะรอยคนร้ายหาพยานหลักฐานทางคดีซึ่งวันนี้จะมีข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น
พ.ต.อ.คณิตศร์ชัย มหินทรเทพ ผกก. สส.น.1 กล่าวว่า ฝ่ายสืบสวน ลงพื้นที่หาพยานแวดล้อมในที่เกิดเหตุ รวมทั้งหาเบาะแสต่างๆ รวมทั้งหากล้องวงจรปิดเพิ่มเติมทั้งย้อนหลังและก่อนหน้าวันที่เกิดเหตุในบริเวณดังกล่าว เช่น ตามร้านสะดวกซื้อและธนาคาร เพิ่มเติมจากกล้องวงจรปิดของ กทม. เพื่อหาเบาะแสของกลุ่มคนร้ายว่าใช้พาหนะใดก่อเหตุ รวมทั้งเส้นทางหลบหนี จะได้นำมาเปรียบเทียบกับภาพวงจรปิดที่ได้มาก่อนหน้านี้
พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า ขณะนี้ต้องรอผลการตรวจสอบลายนิ้วมือคนร้ายที่ได้จากบริเวณจุดเกิดเหตุ และจัดกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนหาข่าวและสอบพยานแวดล้อมที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเพิ่มเติม จากการสอบปากคำพยาน 38 ปากขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก และให้ปากคำเป็นประโยชน์อย่างมาก
สำหรับภาพวงจรปิดที่ได้ในขณะนี้ยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร เนื่องจากกล้องวงจรปิดแม้สามารถบันทึกภาพได้ แต่อยู่ไกลกว่าจุดเกิดเหตุมาก นอกจากนี้ ยังให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแฟ้มประวัติกลุ่มคนร้ายที่เคยก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวเพื่อนำมาเปรียบเทียบพฤติกรรมในการก่อเหตุในครั้งนี้ ประกอบกับนำไปเปรียบเทียบกับพยานวัตถุที่ได้จากที่เกิดเหตุต่อไป
พ.ต.ท.ณฐกร คุ้มทรัพย์ รองผกก.สส. สน.ชนะสงคราม กล่าวว่า สน.ชนะสงคราม รับผิดชอบในส่วนของพยานแวดล้อม ขณะนี้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่เพื่อหาพยานบุคคล รวมทั้งพยานแวดล้อมที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนไปรวมกับส่วนต่างๆ และประมวลผลติดตามคนร้าย
ที่ประชุมครั้งที่ผ่านมามีการสั่งการให้ พล.ต.ต.รณศิลป์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส. บก.น.1 และฝ่ายสืบสวนสน.ชนะ สงคราม ชุดคลี่คลายคดีเร่งสืบสวนสอบ สวนติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี โดยสั่งการให้ สว.สส.ทุกสน.ในสังกัดบช.น. ตรวจสอบวัสดุที่คนร้ายนำมาใช้ประกอบระเบิด ได้แก่ ถ่านไฟฉาย และนาฬิกาปลุกที่ผลิตจากประเทศจีน ว่ามีขายอยู่บริเวณใด หรือต้นตอที่มีการสั่งเข้ามาก่อนมาวางจำหน่าย เพื่อหาเบาะแสคนร้าย
นอกจากนี้ฝ่ายสืบสวนยังตามแกะรอยท่อเหล็กทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 นิ้ว สูง 7.5 นิ้ว เนื่องจากเป็นที่น่าสังเกตว่าท่อเหล็กดังกล่าวนำแผ่นเหล็กมาอ๊อกเชื่อมปิดตูดท่อ โดยลักษณะเพิ่งทำได้ไม่นาน ก่อนใส่ดินระเบิด เหล็กเส้นตัด และเศษกระจก ใช้ทำเป็นสะเก็ดระเบิด คนร้ายอาจจะจ้างร้านเชื่อมและจำหน่ายเหล็กเป็นคนทำ
จากการตรวจสอบลักษณะระเบิดแสวงเครื่อง และวงจรที่คนร้ายต่อระเบิดนั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 140 กว่าคดี ไม่ว่าเหตุระเบิดจากการชุมนุมทางเมืองต่างๆ ที่ผ่านมา รวมไปถึงเหตุระเบิด 9 จุด ส่งท้ายปีเก่า 2549 ต้อนรับปีใหม่ กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) ตรวจสอบแล้วพบว่ามีลักษณะคล้ายกับเหตุระเบิด 2 จุด คือ เหตุระเบิดที่บริเวณหน้าโรงหนังเมเจอร์รัชโยธิน เมื่อค่ำวันที่ 9 เม.ย.2550 ท้องที่สน.พหลโยธิน และเหตุระเบิดที่หน้ากองบัญชาการทหารบก ติดกับโรงเรียนแผนที่ทหาร เมื่อค่ำวันที่ 30 ก.ย. 2550 ท้องที่สน.ดุสิต
โดยทั้งสองเหตุการณ์คนร้ายวางระเบิดแสวงเครื่องไว้ที่บริเวณตู้โทรศัพท์สาธารณะ และเกิดเหตุระเบิดขึ้นทำให้ตู้โทรศัพท์เสียหาย ซึ่งจากการตรวจสอบลักษณะการต่อวงจรคล้ายกัน วงจรระเบิดที่ต่อใช้ถ่ายไฟฉายจำนวนมากถึง 9 ก้อน แต่เหตุระเบิดอื่นๆ ส่วนใหญ่จะใช้ถ่ายไฟฉายเพียง 2-3 ก้อนเท่านั้น



