
'วรวัจน์'ฉุนครม.เบรกศธ.ของบเยียวยา
"ยิ่งลักษณ์" ถกครม.นัดพิเศษวาง 5 หลักการเร่งเยียวยาประชาชนผู้ประสบอุทกภัย อัดฉีดก้อนแรก 2 หมื่นล้าน กำชับต้องไม่ซ้ำซ้อน "วรวัจน์" ฉุนกระทรวงศึกษาฯถูกเบรก กทม.เตรียมชงครม.ขอเงินเพิ่มพันล้านเยียวยาน้ำท่วมกรุงเพิ่ม 14 เขต
12ธ.ค.2554 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย สำหรับโครงการดำเนินการได้ทันทีในเดือนมกราคม 2555 เป็นเงิน 20,110.5572 ล้านบาทว่า ในการเบิกจ่ายงบประมาณ นายกรัฐมนตรีได้ให้หลักการ 5 ข้อ คือ 1.คำนึงถึงงบประมาณที่ใช้ได้จริงและเวลา โดยสำนักงบประมาณฯและสภาพัฒน์ จะตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง
2.กระทรวง ที่เสนอ เข้ามา สภาพัฒน์และสำนักงบฯจะตรวจดูความซ้ำซ้อน โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จะซ้ำซ้อนไม่ได้ 3.จัดลำดับความสำคัญของโครงการที่จะดำเนินการได้ เพราะปัญหาจะเกิดขึ้นจากนี้ไปจนถึงเดือนมกราคม 55 เพราะฉะนั้น โครงการไหนที่ดำเนินการในช่วงนี้ จะต้องเป็นงบประมาณที่ต้องอัดฉีดไปเต็มที่ และเพิ่มกำลังการซื้ออย่างเร่งด่วน เพราะเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้าย คือในไตรมาสที่ 4 ไม่คึกคักเท่าที่ควร เพราะ ฉะนั้นเม็ดเงินตรงนี้ จะต้องเป็น เม็ดเงิน ที่ประชาชนสามารถนำ ไปใช้จ่ายได้ทันที 4.บูรณาการรวมกับงานด้านอื่น เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำได้อย่างยั่งยืน การลอกสภาพคูคลองหรือไม่เอาเงินไปทำกับโครงการสุดท้ายที่จะรื้อ แปลว่า จะมีการใช้จ่ายเงินเพื่อในอนาคต และ 5.แหล่งเงินงบประมาณที่ลงไปในชุมชน จะต้องเข้าไปถึงพี่น้องประชาชนในแต่ละชุมชน โครงการบางโครงการที่ท้องถิ่นทำอยู่แล้วก็ให้ท้องถิ่นทำไป งบประมาณปกติที่ท้องถิ่นมีอยู่แล้วก็ให้ว่ากันไป
แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมครม. นายกฯ ได้กล่าวว่า แม้จะเป็นวันหยุดซึ่งทุกคนต้องลงพื้นที่แต่ก็ต้องขอขอบคุณที่ทุกเสียสละเวลามาประชุม งานรัฐบาลกรอบใหญ่ 120,000 ล้านบาท แต่งบที่จะมาคุยในระยะเวลาสั้นๆ อันใกล้นี้ 60,000 กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องมาคุยกันวันนี้คือ การจัดลำดับงบประมาณ จากนี้ไปจนถึงกุมภาพันธ์ เพราะผ่านจากกุมภาพันธ์ไปไม่น่ายาก แต่จากวันนี้ถึงเดือนมกราคมเราต้องผ่านความเห็นชอบโดยเร็วที่สุด ถ้าไม่เช่นนั้นประเทศเราจะเสียประโยชน์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการบริหารจัดการอย่างรอบคอบในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อให้เราสามารถแก้ไขเยียวยาได้อย่างทันท่วงทีและก่อนที่เราจะมีคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์และสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการปฎิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) มีคณะทำงานปกติอยู่แล้ว ซึ่งก็มีเรื่องของผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
จากวันที่เราเข้ามา จากระเบียบบริหารราชการแผ่นดินปกติ จนมาถึง กยน.และกยอ. จะรวบรวมเป็นเงินก้อนเดียวกัน และทั้งหมดต้องมีการจัดระเบียบไม่ให้ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะเมื่อมีกยอ.ก็มีเรื่องของน้ำเข้ามาด้วย สภาพัฒน์ฯและสำนักงบฯต้องดูให้ละเอียด ไม่ให้ซ้ำซ้อน จากจุดนี้ไปต้องศึกษาผลกระทบจากน้ำ คุยหลักการให้จบในครม.ถ้า 2 หมื่นล้านแรกพิจารณาเสร็จวันนี้ถือว่า จบเลย หากโครงการของท่านไม่ซ้ำซ้อน และอยู่ในหลักเกณฑ์ 5 ข้อก็ใช้เงินเต็มที่เลย ไม่ต้องรอ เพราะหลายเรื่องรอไม่ได้ เช่นถนนขาด ประชาชนสัญจรไม่ได้ ต้องรีบซ่อม ถนนสายหลัก สายรอง หากงบประมาณไม่พอก็ซ่อมสายหลักก่อน
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ในที่ประชุมครม. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล รมว.ศึกษาธิการ ได้แจ้งว่ากระทรวงศึกษามีโครงการที่จะต้องใช้เงิน 2,417 ล้านบาท แต่ทำไมไม่เห็นมีอยู่ในวาระเลย ทางสภาพัฒน์จึงชี้แจงว่างบประมาณดังกล่าวอยู่ในโครงสร้างอยู่แล้ว แต่น่าจะไปรองบประมาณใหม่ที่จะถึงในเดือน กุมภาพันธ์ 2555 ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยว่าหากทุกคนยืนยันตัวเลขของตัวเองหมด เงินคงไม่พอ ดังนั้นต้องไปดูว่าโครงการที่จำเป็นเร่งด่วนคืออะไร
นายวรวัจน์จึงแย้งขึ้นว่า โครงการที่แจ้งมานั้นถือว่าจำเป็นทั้งหมด แต่นายกฯยังยืนยันว่า ถ้าทุกคนเห็นว่างบประมาณของตนเองสำคัญหมด งบประมาณคงหมด เอาเป็นว่าขอให้กลับไปดูใหม่ว่า อะไรที่เป็นปัญหาทำให้โรงเรียนเปิดไม่ได้ให้บอกมา เช่น โรงเรียนเสียหาย ประตูชำรุด ไฟฟ้าไม่ติด ซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องซ่อมก่อน แต่ถ้าเป็นเรื่องของสนามฟุตบอล หรือส่วนอื่นที่ไม่จำเป็นก็ให้รอไปก่อน
อย่างไรก็ตาม นายวรวัจน์ระบุด้วยว่า ความจริงที่สำรวจมา มีความเสียหาย 5 พันกว่าล้านบาทด้วยซ้ำ แต่หลังจากที่ ครม.ให้ทบทวนจึงเหลืองบประมาณจำเป็นแค่ 2,417ล้าน สำหรับ 2,600โรงเรียนที่ได้รับความเสียหาย ซึ่ง 2,417ล้านบาทนี้เปิดเรียนไม่ได้จริงๆ และถ้าจะให้รอไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ก็อาจจะต้องเลื่อนวันเปิดเรียนออกไปอีก ทำให้พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม ต้องช่วยชี้แจงว่าในฐานะที่ตนเองดูงบประมาณโครงสร้างพื้นฐาน และหลายกระทรวงต้องกลับไปทำงบประมาณมาใหม่ ซึ่งงบนี้ยังไม่รวมงบประมาณที่กระทรวงกลาโหมจะขอมาอีก 1 หมื่นกว่าล้านบาท และยังไม่รวมเงินเยียวยา ที่จะขอมาอีก ดังนั้นทุกคนต้องปรับลด เพราะหากเราไม่ปรับเตรียมเงินรองรับการเยียวยาประชาชนไว้จะทำให้เสียหายกับรัฐบาล แต่นายวรวัจน์ก็ยังยืนยันว่า งบประมาณ 2,417 ล้านบาทนั้นรอไม่ได้
ในที่สุดนายกฯจึงให้นายวรวัจน์ ไปคุยกับ พล.อ.อ.สุกำพล เพื่อดูว่ามีตรงไหนที่จะต้องปรับลด หรือเกลี่ยได้บ้าง ในส่วนของจำนวนครัวเรือนที่ได้จะได้รับเงินเยียวยา จำนวน 5 พันบาท ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยนั้น มีจำนวนทั้งสิ้น 2,635,110 ครัวเรือน ใน 62 จังหวัด เป็นเงิน 13,175.5500 ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้ไม่มีปัญหาเรื่องของงบประมาณ แต่จะมีปัญหาในเรื่องของเงินเยียวยาจำนวน 2 หมื่นบาท 3 หมื่นบาท หากไม่มีการจัดสรรงบตามตามลำดับความสำคัญของโครงการ โดยไม่มีการปรับลด
ส่วนงบประมาณทางด้านการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ จำนวนงบประมาณ 314.544 ล้านบาท ส่วนโครงสร้างพื้นฐานคือในส่วนของโรงเรียน นักเรียนได้รับผลกระทบ 2,600 แห่ง 456.30 ล้านบาทสำหรับศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) จำนวนงบประมาณ 17.856 ล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข 121.9183 ล้านบาท กระทรวงแรงงานในส่วนของคุณภาพชีวิตในเรื่องของการบรรเทาช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้าง 606 ล้านบาท
สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณในการซ่อมบำรุงสถานอยู่ที่ 1382.6198 ล้านบาท ฟื้นฟูถนนสายหลัก โครงข่ายระหว่างเมือง 708 สายทาง งบประมาณ 1813.8748 ล้านบาท ทางหลวงชนบท 11 สายทาง 139.8100 ล้านบาท อย่างไรก็ตามตัวเลขทั้งหมดยังไม่เป็นยุติ ต้องมีการการไปเกลี่ยงบประมาณก่อน คือ จำนวนงบประมาณ 6 หมื่นล้าบาท ต้องมาคิดกันใหม่ จากนี้ไป 2 หมื่นล้านบาทแรกที่เห็นชอบวันนี้ จะลงไปในพื้นที่ภายใน 3 วัน
งบประมาณเยียวยาทั้งหมดจำนวน 6 หมื่นล้านบาทนั้น จำนวน 2 หมื่นล้านบาทแรก จะลงพื้นที่ภายใน 3 วัน จำนวน 2 หมื่นล้านบาทต่อมา จะเริ่มเบิกจ่ายได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 55 และอีก 2 หมื่นล้านบาทจะเป็นโครงการในอนาคต สรุปงบประมาณ 47,340.2258 ล้านบาท จ่ายทันที 8,573.1296 ล้านบาท ภายใน 31 ธันวาคม 8,924.8163 ล้านบาท ภายในเดือนมกราคม 55 จ่าย 2,612.1560 ล้านบาท และจะไปจ่ายเดือนกุมภาพันธ์ 55 จำนวน 26014.7436 ล้านบาท
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฯ ได้แสดงความหนักใจ เนื่องจากต้องมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก สูงถึง 18,000 ล้านบาท ถือว่าสูงมาก โดยเฉพาะงบฯที่ต้องใช้ฟื้นฟูไร่นา เนื่องจากเข้าสู่กำลังเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกรอบใหม่ หากไม่เร่งมอบเงินส่วนนี้ให้ก็จะเกิดปัญหา ยังรวมไปถึงงบประมาณในส่วนของเมล็ดพันธุพืช พันธุ์ข้าว ขณะที่ด้านคุณภาพชีวิต นายกฯได้ย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่า นำงบประมาณที่ได้ไปเทลงให้กับประชาชนทั้งหมด จะต้องไปตรวจดูความซ้ำซ้อนของประชาชน โดยอิงจากหมายเลข 13 หลัก โดยเฉพาะกระทรวงที่ใกล้ชิดกับประชาชน เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต้องไปตรวจดูโครงการอะไรที่จะอบรมอย่าเพิ่งอบรม เพราะถ้าจะอบรมต้องเป็นโครงการที่ให้ข้าราชการลงไปเป็นวิทยากรให้กับชาวบ้าน โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมฯ และกระทรวงศึกษาธิการ ที่ลงไปฝึกอาชีพให้กับชาวบ้าน ต้องดูเลข 13 หลัก เอามา ใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อไม่ให้เงินกระจุกตัวจุดใดจุดหนึ่ง
นอกจากนี้ในที่ประชุม พล.อ.อ.สุกำพล ยังกล่าวด้วยว่า ในหมวดโครงสร้างพื้นฐานที่ตนเป็นประธานดูในกรอบงบใหญ่ หากรายกระทรวงใดไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบฯ ที่ตัวเองเป็นประธานไม่มีปัญหา ให้ไปคุยกับสำนักงบประมาณฯและสภาพัฒน์ได้ ถ้าหาก 2 หน่วยงานไม่ติดใจสามารถแลกเปลี่ยนโครงการได้ ทั้งนี้ไม่รวมถึงงบประมาณที่กระทรวงกลาโหมขอมาจำนวนหมื่นกว่าล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายกฯได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 66 จังหวัด ผ่านระบบวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ โดยนายกฯได้เร่งให้ผู้ว่าฯดำเนินการตรวจสอบความเสียหาย เร่งจ่ายเงิน 5 พันบาท ไม่ให้ตกค้าง ให้ถึงมือด้วยกลไกของภาครัฐ ต้องมีการติดตามตรวจสอบอย่างทั่วถึงว่าประชาชนที่อยู่ในบัญชีทำไมถึงยังไม่มารับเงิน มีตกหล่นหรือไม่ ใช้ระบบระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ GIS เข้าช่วย นายกฯได้ย้ำหน้าที่ของรัฐมนตรีว่า นอกเหนือจะทำหน้าที่ในแต่ละกระทรวงแล้ว ก็จะต้องดูแลรายจังหวัดตามที่ได้มีคำสั่งมอบหมายก่อนหน้านี้
กทม.เตรียมชงครม.ขอเพิ่มพันล้านเยียวยาเพิ่ม14เขต
แหล่งข่าวจากศาลาว่าการกทม. แจ้งว่า ในวันที่ 13ธ.ค. กทม.เตรียมทำเรื่องเสนอขอเงินสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอีกจำนวน 1,371,275,000 ล้านบาท ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมครัวเรือนละ 5,000 บาท จำนวน 274,255 ครัวเรือน ในพื้นที่กรุงเทพฯเพิ่มเติมอีก 12 เขต จากเดิม 30 เขต ได้แก่ 1.ดินแดง 2.ห้วยขวาง 3.พญาไท 4.สวนหลวง 5.บางกะปิ 6.สะพานสูง 7.บึงกุ่ม 8.ประเวศ 9.จอมทอง 10.บางกอกใหญ่ 11.บางขุนเทียน และ12.บางบอน รวมทั้งขอเพิ่มเติมอีก 4 เขตหลังจากเคยดำเนินการไปก่อนหน้านี้ ได้แก่ 1.คลองสามวา 2.คันนายาว 3.บางซื่อ และ4.สายไหม เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของประชาชน
ด้านม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.กล่าวว่า สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นคือ 1.กรณีที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมฉับพลัน 2.ถูกน้ำท่วมขังเกินกว่า 7 วัน ซึ่งในพื้นที่ กทม.จะใช้เงื่อนไขเดียวกับต่างจังหวัด ส่วนขั้นตอนการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยประกอบด้วย 1.หน่วยงานระดับท้องที่ อาทิ ฝ่ายพัฒนาชุมชน ฝ่ายทะเบียน ให้สำรวจรายชื่อและรับรองรายชื่อของผู้ประสบอุทกภัยในแต่ละพื้นที่ของตัวเอง 2.ฝ่ายปกครองให้การรับรองความถูกต้อง 3.ผู้อำนวยการสำนักงานเขต ตรวจสอบข้อมูลและรับรองความถูกต้อง 4.ปลัด กทม.ตรวจสอบข้อมูลและรับรองความถูกต้อง 5.กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบข้อมูลและความซ้ำซ้อนของข้อมูลครัวเรือน จากนั้นส่งเรื่องให้ธนาคารออมสิน 6.ธนาคารออมสินตรวจสอบตามระบบธนาคารและจ่ายเงินช่วยเหลือ และ7.จ่ายเงินให้กับผู้ประสบอุทกภัย
พ่นพิษกทม.จ่อเลื่อนแผนปรับผังเมือง 5 โครงการยักษ์
นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่ากรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯว่า ล่าสุดสำนักผังเมืองกทม.ได้รายงานสรุปภาพรวมโครงการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย โดยมีโครงการที่สำคัญ ๆ ในกรุงเทพฯที่ได้เลื่อนกำหนดออกการแล้วเสร็จออกไป ได้แก่ 1.โครงการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพฯ(ปรับปรุงครั้งที่ 3) ซึ่งเป็นโครงการเดิมต่อเนื่องปีงบประมาณ 2553-2555 และมีกำหนดสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 8 มี.ค.2555 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จช้ากว่าเดิม 30 วัน เป็นวันที่ 8 เม.ย.2555 เนื่องจากไม่สามารถสำรวจพื้นที่ได้ เพราะมีอุปสรรคน้ำท่วมและการปิดเส้นทางคมนาคม อีกทั้งจากวิกฤติน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ทั้งฝั่งธนบุรีและพระนคร รวมถึงพื้นที่จังหวัดปริมณฑล จึงจำเป็นต้องทบทวนและปรับแผนผังต่าง ๆ เพิ่มเติม
2.โครงการจ้างที่ปรึกษาประจำเพื่อสำรวจ วางผัง ออกแบบรายละเอียด ประเมินราคา สำหรับงานวางผังพัฒนาและปรับปรุงฟื้นฟูเมือง และส่วนของเมือง ที่เดิมคาดแล้วเสร็จ โดยสิ้นสุดสัญญาภายในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ อาจจะล่าช้าออกไป 60 วันเป็นวันที่ 17 ก.พ.2555 เนื่องจากขั้นตอนการออกแบบรายละเอียดยังไม่แล้วเสร็จ เพราะติดอุปสรรคต้องรังวัดสำรวจพื้นที่และประสานงานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการจัดประชุมประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็นก่อนได้ข้อสรุป
3.โครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมปรับปรุงฟื้นฟูเมืองตามแนวพระราชดำริ “กรุงเทพเมืองสวรรค์” สิ้นสุดสัญญาวันที่ 18 ธ.ค.นี้ 4.โครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อสำรวจและออกแบบรายละเอียดเพื่อพัฒนาย่านที่อยู่อาศัยเขตประเวศ สะพานสูง ลาดกระบัง และมีนบุรี สัญญาสิ้นสุด 8 ม.ค.2555 และ5.โครงการบูรณการระบบภูมิสารสนเทศ 3 มิติเพื่อการผังเมือง สิ้นสุดสัญญาวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่าน อย่างไรก็ตามโครงการที่ 3-5 ยังไม่สามารถกำหนดหรือระบุวันเวลาเพื่อลงพื้นที่ การจัดอบรมสัมมนา ก่อนสรุปผลการดำเนินการได้ จึงต้องรอให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติจึงจะมีความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการทั้งหมดอีกครั้ง



