
ครม.ปูวาง4หลักเยียวยาจานด่วน2หมื่นล.
"ยิ่งลักษณ์" เผยจัดสรรงบเยียวยาน้ำท่วมเร่งด่วน 2 หมื่นล้าน ใช้ 4 หลักเกณฑ์จัดสรรทำโครงการฟื้นฟูจนถึงเดือน ม.ค. 55 ใช้กระตุ้น ศก. ย้ำผู้ว่าฯหน่วยงานราชการดูป้องกันซ้ำซ้อน หากต้องการเงินให้ส่งเรื่องภายใน 3 วัน
12ธ.ค.2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษว่า เนื่องจากงบประมาณที่ได้อนุมัติผ่าน ครม.ไปแล้วเป็นจำนวนเงินกว่า 60,000 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ในงบประมาณ 120,000 ล้านบาทที่ได้ตั้งไว้เพื่อการฟื้นฟูนั้น ขณะนี้ต้องใช้งบประมาณไปพลางก่อนเพื่อให้เกิดการจัดสรรการใช้งบประมาณตามความจำเป็นเร่งด่วน ระหว่างที่รองบประมาณที่จะได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาในช่วงเดือนก.พ. จึงนัดหารือเพื่อจะซักซ้อมและตรวจสอบในส่วนความซ้ำซ้อนต่าง ๆ เพื่อจะได้ใช้งบประมาณอย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องการเร่งเยียวยาประชาชนครอบครัวละ 5,000 บาท และเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน นอกจากนี้เป็นงบประมาณที่จะดูแลฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่มีการชำรุด และขาดการใช้งาน โดยเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ปัญหา และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ตัดงบประมาณบ้างหรือไม่น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ตามหลักการไม่ได้ตัดแต่ต้องบริหารจัดการงบประมาณอย่างเร่งด่วน ซึ่งงบประมาณที่เห็นชอบให้มีการจัดสรรงบประมาณก้อนแรกเป็นจำนวน 2 หมื่นกว่าล้านบาท หลังจากนั้นส่วนที่เหลือจะทยอยให้เบิกจ่ายช่วงหลังจากงบประมาณผ่านการอนุมัติ โดยต้องการที่จะตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้งว่าไม่มีการเสนอโครงการซ้ำซ้อนในแต่ละหน่วยงาน
อย่างไรก็ตามในส่วนหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุมัติงบประมาณนั้น ต้องประกอบด้วย 1. พิจารณาเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะเร่งในเรื่องของการเยียวยา ครัวเรือนละ 5,000 บาท 2. การใช้งบประมาณต่าง ๆ ต้องเป็นการใช้ในเรื่องที่มีความจำเป็น รวมถึงการพิจารณาว่าจะฟื้นฟูอย่างไรให้กลับคืนสู่สภาพเดิม 3. กระตุ้นเศรษฐกิจ และกลไกการจ้างงานในชุมชนให้มากขึ้น และ 4. มีขั้นตอนการทำงานและกลไกการตรวจสอบที่ชัดเจน
นายกฯ กล่าวอีกว่า ในช่วงก่อนที่จะตั้งคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.)นั้น ได้ทำโครงการของบประมาณมาจากสองภาคส่วน คือ กระทรวง และผู้ว่าราชการจังหวัด จึงต้องมีการบริหารจัดการใหม่ เพราะงบประมาณบางส่วนสามารถที่จัดการได้จากงบประมาณท้องถิ่น หรืองบประมาณปกติของกระทรวงนั้น ๆ ต้องพิจารณาให้แน่ใจว่าการใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และถึงมือประชาชนโดยเร็ว ซึ่งจะให้รายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบอีกครั้ง และขณะนี้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ขึ้นแล้ว ซึ่งจะดูเรื่องโครงสร้างพื้นฐานโดยรวม จึงต้องประสานกับกยน.ว่าเส้นทางต่างๆ ที่เราจะทำขึ้นไม่ได้ไปปิดกั้นเส้นทางน้ำ ซึ่งจะอยู่ในงบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จึงต้องประสานและบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าจะไม่ซ้ำซ้อน และไม่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการน้ำอย่างถาวร
สำหรับการดูแลเรื่องความโปร่งใสในการใช้งบประมาณนั้น นายกฯ กล่าวว่า ได้เน้นย้ำกับผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ให้ดูแลความโปร่งใสของการใช้งบประมาณ โดย ครม.มีกลไกตรวจสอบ 2 ส่วน คือ 1. มอบหมายให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงดูแลเป็นรายจังหวัด ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้แน่ใจว่าการบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและให้ถึงมือประชาชนทุกคน 2. มอบหมายให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดตั้งคณะผู้ตรวจการของทุกกระทรวงลงไปตรวจการบริหารจัดการอีกขั้นร่วมกับครม.
ทำโครงการฟื้นฟูจนถึงเดือนม.ค.55ใช้กระตุ้นศก.
นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้กล่าวเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายงบประมาณในการฟื้นฟูและเยียวยา ผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยเห็นว่าเรื่องไหนที่ต้องทำทันทีก็ต้องทำ พร้อมขอให้รัฐมนตรีพิจารณโดยการสวมหมวก 2 ใบ คือหมวกใบแรกการเป็นรัฐมนตรีกำกับกระทรวงของตัวเอง และหมวกใบที่ 2 การดูแลช่วยเหลือประชาชน โดยงบประมาณกว่า 6 หมื่นล้านบาทที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไปแล้วก่อนหน้านี้นั้นก็ขอให้ส่วนราชการใช้จ่ายงบกลางตามหลักเกณฑ์ได้ไปพลางก่อน ในวงเงิน 47,000 ล้านบาท ซึ่งสำนักงบประมาณและคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ได้รวบรวมแผนงานโครงการมาแล้ว
ทั้งนี้สำนักงบประมาณและสภาพัฒน์ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการเบิกจ่ายงบประมาณ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ต้องคำนึงถึงงบประมาณที่ใช้ได้ในวงเงิน 47,600 ล้านบาท 2.คำนึงถึงความซ้ำซ้อนในกระทรวงหรือระหว่างกระทรวง โดยยึดหลักเป้าหมายไม่ให้ซ้ำซ้อน 3.คำนึงถึงความเร่งด่วน ความสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะในไตรมาสที่สี่ ที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจโดยที่เม็ดเงินต้องพุ่งตรงสู่ประชาชน 4.ต้องบูรณาการหน่วยงาน ในการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาวซึ่งนายกรัฐมนตรีกำชับว่าต้องไม่กระทบหรือขัดแย้งกับการดำเนินการของ กยน.หรือต้องไม่กระทบแผนงานแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนด้วย และ 5.แหล่งเงินงบประมาณที่ช่วยเหลือต้องลงถึงชุมชน หรือเป้าหมายเดียวกัน โดยอาจพิจารณาจากกองทุนชุมชนพอเพียงได้ ซึ่งสำนักงบประมาณได้อธิบายเพิ่มเติมว่าการดำเนินการที่เป้าหมายเร่งด่วนของสำนักงบประมาณกับสภาพัฒน์นั้น ต้องช่วยเหลือประชาชน อุตสาหกรรม ภาคการเกษตรให้กลับมาฟื้นตัวโดยเร็ว ซึ่งแผนงานต้องกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมรวมทั้งต้องดูด้านความพร้อมและต้องป้องกันการซ้ำซ้อน
นอกจากนี้ งบประมาณที่อนุมัติให้ใช้ไปพลางก่อนในวงเงิน 47,600 ล้านบาทนั้น ในวันนี้คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณวงเงิน 20,110.5572 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่อยู่ในวงเงิน 47,600 ล้านบาท โดยงบประมาณ 20,110.5572 ล้านบาทเป็นการดำเนินการโครงการที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีจนถึงภายในเดือนมกราคม 2555 ซึ่งดำเนินการด้านเศรษฐกิจในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ 5,000 บาทใน 62 จังหวัดและเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 2,635,110 ครัวเรือน จำนวน 13,175.5550 ล้านบาท ด้านคุณภาพชีวิต ใช้ฟื้นฟูชีวิตตามข้อเสนอของจังหวัด 314.544 ล้านบาท ใช้ในโครงการเตรียมความพร้อมให้นักเรียน และโรงเรียน 2006 แห่ง งบประมาณ 456.0390 ล้านบาท โครงการช่วยเหลือประชาชนด้านสาธารณสุขในพื้นที่ประสบอุทกภัยร้ายแรง 9 จังหวัด 121.9183 ล้านบาท โครงการป้องกันและบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างแรงงาน 1 แสนราย งบประมาณ 606 ล้านบาท และโครงการจัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน งบประมาณ 17.8560 ล้านบาท และด้านโครงสร้างพื้นฐาน ใช้ในโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถาน 296 แห่ง งบประมาณ1,382.6198 ล้านบาท โครงการฟื้นฟูเร่งด่วนทางสายหลักและโครงข่ายสำคัญ 708 สายทาง งบประมาณ 1,813.3748 ล้านบาท และโครงการฟื้นฟูทางหลวงชนบทเนื่องจากเหตุอุทกภัย 11 สายทาง งบประมาณ 139.8100 ล้านบาท
“จากเดิมที่ทุกหน่วยงานเสนองบประมาณมาทั้งสิ้น 60,983.2027ล้านบาท แต่เนื่องจากส่วนราชการสามารถใช้งบประมาณปี 2554 ไปพลางก่อนได้เพียง47,600ล้านบาทเท่านั้นจากงบประมาณ 120,000 ล้านบาทที่ตั้งไว้ และในการประชุมครม.นัดพิเศษนี้ ได้อนุมัติไปแล้วในกรอบวงเงิน 20,110.5572 ล้านบาท ที่ส่วนราชการที่ต้องการก็สามารถส่งเรื่องมายังสำนักงบประมาณเพื่ออนุมัติได้ภายใน 3 วัน แต่ที่ประชุมยังย้ำว่าเงินดังกล่าวจะต้อง เป็นโครงงานเร่งด่วน ช่วยเหลือประชาชน สถานประกอบการ และแรงงานภาคอุตสาหกรรม ที่เน้นอีกว่าจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเร็ว อีกทั้งจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับแผนงานหรือโครงการในแต่ละกระทรวง” นางฐิติมา กล่าว



