ข่าว

แนะทำ'อุโมงค์ฟลัดเวย์'แก้น้ำท่วมกรุงยั่งยืน

แนะทำ'อุโมงค์ฟลัดเวย์'แก้น้ำท่วมกรุงยั่งยืน

12 ธ.ค. 2554

แก้น้ำท่วมกรุงยั่งยืน วิศวกรรมสถานฯแนะทำ'อุโมงค์ฟลัดเวย์': สัมภาษณ์พิเศษ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมการงานก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์(TUTG) ภายใต้ วสท.โดย เตชะวัฒน์ สุขรักษ์ สำนักข่าวเนชั่น

              หลังเกิดมหาอุทกครั้งใหญ่ไล่ลงมาตั้งแต่ภาคเหนือภาคกลาง ก่อนเข้าถล่มหลายพื้นที่ของเมืองกรุงหลายคนเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อรับมือกับมวลน้ำมหาศาลที่อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต "วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์" (วสท.) ก็เป็นองค์กรหนึ่งที่เสนอแนวคิดการสร้างระบบอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินเพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน


               "ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์" ประธานคณะกรรมการงานก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์(TUTG) ภายใต้ วสท. เปิดใจถึงแนวคิดสร้างอุโมงค์ใต้ดินครั้งนี้ ซึ่งมีระยะทาง 100 กิโลเมตร รับน้ำจาก อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา-จ.สมุทรปราการอุโมงค์ดังกล่าวจะมีเครือข่ายของน้ำตามคลองต่างๆ เช่น คลองรังสิต คลองระพีพัฒน์ เชื่อมต่อกับบ่อขนาดใหญ่เพื่อรองรับน้ำและควบคุมน้ำในเบื้องต้นก่อน หากรับน้ำได้ก็ไม่ต้องผันน้ำต่อ เมื่อน้ำมากก็ผันน้ำเข้าไปใต้ทางบางนา-บางปะอิน และระบายน้ำลงทะเลทันที ระบบอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินนี้ใช้ชื่อว่า MUSTS ย่อมาจากMulti-Service Flood Tunnel System แปลว่า "ต้องทำเลย" โดยไม่ต้องเวนคืนพื้นที่หรือเวนคืนเพียงเล็กน้อย


               ขณะที่"ฟลัดเวย์" ระบายน้ำท่วมจะมีปัญหามากต้องเวนคืนที่ดิน และพื้นที่เสียหายก็ได้พัฒนาไปแล้ว ทำให้ฟลัดเวย์บนพื้นที่ดินมีข้อจำกัด แต่ก็ยังทำได้ในพื้นที่นอกเมืองเช่น จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.นครสวรรค์ ส่วนในเมืองต้องทำเป็น "อุโมงค์" ขยายลงใต้ดินเป็นพื้นที่ทางด่วน และอีกชั้นหนึ่งสำหรับรับน้ำในภาวะที่ฝนตกปกติ สามารถทำเป็นพื้นที่รถยนต์วิ่งก็ได้ ระบายน้ำก็ได้ โดยหากน้ำมากก็ปิดพื้นที่การจราจรใต้ดิน ทำเป็นอุโมงค์ระบายน้ำเพียงอย่างเดียว โดยผันน้ำจากตอนเหนือของกรุงเทพฯ ผ่านไปยังทะเลและปั๊มน้ำออกได้ทันที แนวคิดนี้รัฐบาลให้ความสนใจมากและได้บรรจุอยู่ในแผนของกระทรวงคมนาคมแล้ว


               "พื้นที่ใต้ดินลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมสร้างบนดินต้องเสียค่าเวนคืนที่ดิน มีปัญหาหลายเรื่อง สิ่งแวดล้อม การเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน ปัญหากับประชาชน หรือชุมชนต่างๆ แต่ใต้ดินเป็นระบบที่ควบคุมได้ เพราะฉะนั้นแล้วปัญหาสิ่งแวดล้อมจะน้อยกว่ามหาศาล การทำโครงการขนาดใหญ่ต้องศึกษา เรียกว่า EIA หรือ Environmental Impact Assessment เพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม"


               "สุชัชวีร์" บอกว่าการสร้างอุโมงค์ใต้ดินระบายน้ำอาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่สำหรับต่างประเทศทำมานานแล้ว เช่น ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา เมืองชิคาโก ที่สนามบินโอแฮร์ น้ำท่วมสนามบิน จึงมีการสร้างระบบอุโมงค์ระบายน้ำปัจจุบันยาว 200 กิโลเมตร เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่ทำแก้มลิงขนาดยักษ์ใต้ดิน เพราะบนดินทำไม่ได้ ใช้พื้นที่เต็มหมดแล้ว ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย สร้างอุโมงค์ใช้ชื่อ SMART เส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 10 เมตร เป็นทางรถวิ่ง 2 ชั้น และชั้นล่างระบายน้ำในฤดูปกติ แต่หากน้ำท่วมเมื่อไหร่ก็จะปิดและกลายเป็นท่อขนาดยักษ์ระบายน้ำลอดใต้กรุงกัวลาลัมเปอร์ และเมื่อระบายน้ำเสร็จก็กลายเป็นถนนได้เหมือนเดิม


               "อยากให้รัฐบาลลองนำข้อเสนอนี้ ไปพิจารณาดูร่วมกับโครงการอื่นที่เป็นประโยชน์และมีอยู่แล้ว เพื่อที่จะทำให้ประชาชนไม่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก ใช้เวลาในการก่อสร้างหากระดมกำลังเต็มที่ 3 ปี เฟสเบื้องต้นจะสำเร็จ แต่โครงการทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์ได้ น่าจะใช้เวลาประมาณ 5 ปี"


               ส่วนการก่อสร้างในพื้นที่ต่างจังหวัด"สุชัชวีร์" มองว่าทำได้ แต่เสียเงินโดยใช่เหตุ เพราะการสร้างอุโมงค์ใต้ดินนอกเมืองไม่คุ้มค่าการลงทุน เนื่องจากนอกเมืองทำฟลัดเวย์ธรรมดาก็ได้ เครือข่ายรับน้ำที่มีอยู่แล้วก็บูรณะให้ดีกว่าเดิม หรือสร้างเพิ่มเติม ทำให้ลึก เพื่อรองรับปริมาตรน้ำที่อาจมีมากขึ้น ก่อนไปรับน้ำบริเวณพื้นที่เริ่มเป็นเมือง น่าจะคุ้มค่ามากกว่า


               สำหรับอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินที่เสนอมีมูลค่า2 แสนล้าน"สุชัชวีร์" เห็นว่าคุ้มค่าเพราะลงทุน 2 แสนล้าน สามารถป้องกันเศรษฐกิจได้ 1.4 ล้านล้านบาท ถูกกว่า7 เท่า ใช้ได้นานกว่า 100 ปี โดยพื้นดินฝั่งตะวันออกสามารถขุดได้ เพราะเป็นดินตะกอนมีการทับถม มีลักษณะเป็นชั้นๆ การขุดเจาะไม่ยาก ส่วนด้านฝั่งตะวันตกมีแม่น้ำเจ้าพระยารับน้ำตามธรรมชาติ แต่เจ้าพระยารับน้ำไม่ไหว หากมีอุโมงค์ MUSTS ระบายน้ำใต้บางนา-บางปะอินโดยมีเครือข่ายเชื่อมโยงกัน น้ำมหาศาลก็จะถูกแบ่งมา ทำให้เจ้าพระยายังรับน้ำได้ ทำให้น้ำไม่ท่วมฝั่งตะวันตก


               ระยะสั้นควรเข้าไปดูแลสภาพคูคลองตามธรรมชาติและคูคลองชลประทานให้พร้อมใช้งานในหน้าฝนต่อไปซึ่งอนาคตถ้ามีระบบอุโมงค์ก็เชื่อมโยงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะอุโมงค์ปล่อยรับน้ำก็ต้องไปอยู่บริเวณที่มีคูคลองและระบบฟลัดเวย์ที่มีอยู่แล้ว แต่คูคลองและฟลัดเวย์ต้องไม่ตื้นเขิน ไม่มีตอม่อสะพานขวาง ถ้าไม่แก้ไข น้ำก็ไม่ระบายอยู่ดีต่อให้มีโครงการเมกะโปรเจกท์ก็ไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนฝั่งตะวันตก มีความเสียหายจากเขื่อน ทำนบน้ำมีจำนวนมากที่ไม่ได้ดูแล ต้องดูแลให้เรียบร้อย หากเขื่อนไม่แตก ทำนบไม่รั่ว และน้ำถูกผันมาตามระบบอุโมงค์ MUSTS ฝั่งตะวันตกก็สบาย"


                "สุชัชวีร์" บอกว่า การที่ทำอุโมงค์ระบายน้ำฝั่งตะวันออกก่อนฝั่งตะวันตกนั้น เพราะอยู่ใกล้ทะเล ปัจจุบันตะวันออกไม่มีพื้นที่แก้มลิงแล้ว เนื่องจากสร้างเป็นสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นนิคมอุตสาหกรรม เป็นหมู่บ้านไปหมดแล้ว ดังนั้นการที่จะผันน้ำมาทางตะวันออกได้คือการดันน้ำผ่านโครงสร้างใต้ดินวิ่งตรงลงทะเล


               "อยากให้รัฐบาลลองนำข้อเสนอนี้ของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ไปพิจารณาดูร่วมกับโครงการอื่นที่เป็นประโยชน์ ซึ่งผมหวังว่าโครงการที่นำเสนอร่วมกับโครงการอื่นที่มีอยู่แล้ว และที่จะบูรณะ จะทำให้ประชาชนไม่ต้องเจอเหตุการณ์อย่างนี้อีก ซึ่งเราก็มีแผนที่จะเสนอข้อมูลให้แก่ กยน.ด้วย" ดร.สุชัชวีร์กล่าวปิดท้าย