
'เชลซี'ทัพใหญ่3หอกรอซัดจม'เรือใบ'
'สิงโตน้ำเงินคราม' จัดทัพใหญ่ส่ง 3 หอกรอรับซัดจ่าฝูง 'เรือใบสีฟ้า' ที่ยังไร้พ่าย ศึกพรีเมียร์ลีก นัดมันเดย์ไนท์วันที่ 12 ธ.ค. ตั้งเป้าเก็บชัยชนะซิว 3 แต้ม
ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดมันเดย์ไนท์ คืนวันที่ 12 ธันวาคมนี้ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ทีมอันดับ 4 แข่ง 14 นัด มี 28 แต้ม เปิดถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ รับการมาเยือนของ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ ทีมจ่าฝูงที่ยังไร้พ่าย แข่ง 14 นัด มี 38 แต้ม เวลา 03.00 น.
เกมนี้ อังเดร บียาส โบอาส กุนซือเจ้าถิ่นมีปัญหาแค่แนวรับเพียงคนเดียว คือ ดาวิด ลุยซ์ กองหลังจอมลุยที่ติดโทษแบน แต่สามารถใช้งานแข้งหลักอย่าง ปีเตอร์ เช็ก, จอห์น เทอร์รี, แฟรงค์ แลมพาร์ด และ 3 หัวหอกหลักอย่าง ฆวน มาตา, ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ และดิดิเยร์ ดร็อกบา
ด้านทีมเยือนของ "มันโช" โรแบร์โต มันชินี หมดสิทธิใช้งาน อเลกซานเดอร์ โคลารอฟ ฟูลแบ็กจอมบุกที่มีอาการบาดเจ็บต้นขา แถมยังต้องรอเช็กความฟิตของ ไมกาห์ ริชาร์ดส์ แบ็กขวาที่มีปัญหาบาดเจ็บน่อง แต่ตัวอันตรายอย่าง ดาวิด ซิลวา, เอดิน เชโก และ "กุน" เซร์คิโอ อาเกโร ลงได้ครบ
คู่นี้เคยพบกับในเกมลีกเมืองผู้ดีมาแล้วทั้งหมด 132 นัด ปรากฏว่า เชลซี เหนือกว่า แมนฯ ซิตี้ ด้วยสถิติ ชนะ 54 เสมอ 36 แพ้ 42 ส่วนผลการพบกันในสนามแห่งนี้เมื่อฤดูกาลก่อน ปรากฏว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" เป็นฝ่ายเปิดบ้านชนะ 2-0 ทว่า "เรือใบสีฟ้า" ตั้งเป้าหวังเดินตามรอยเหมือนอย่างเมื่อ 2 ปีก่อนที่เคยบุกไปเก็บชัยชนะเหนือเจ้าถิ่นได้ถึง 4-2 เลยทีเดียว
ขณะที่ผลการแข่งขันเมื่อวันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เพิ่งตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กลับมาเล่นในโอลด์ แทรฟฟอร์ด รับการมาเยือนของ "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน โดยเกมนี้เจ้าถิ่นมี เวย์น รูนีย์ ยืนหัวหอกคู่กับ แดนนี เวลเบค และให้ จอนนี อีแวนส์ เป็นกองหลังแทน เนมันยา วิดิช ที่เจ็บยาว
เริ่มเกมได้ 17 นาที แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ประตูออกนำก่อน เมื่อ นานี นำบอลจากทางซ้ายตัดมาที่หน้าประตูก่อนยิงเสียบเสาแรกเป็น 1-0 ก่อนที่อีก 10 นาทีต่อมาเกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ผลอีกครั้ง นานี เปิดบอลให้ เวย์น รูนีย์ ยิงเลียดเข้าไป จบครึ่งแรก แมนฯ ยูไนเต็ด นำ 2-0
ครึ่งหลังกลับมาเล่นกันใหม่ได้ 2 นาที วูล์ฟแฮมป์ตัน มีลุ้นขึ้นมาจากประตูตีไข่แตก แมตต์ จาร์วิส เปิดบอลไปเสาไกลให้ สตีเฟน เฟลตเชอร์ โหม่งเป็น 1-2 แต่จากนั้นเจ้าถิ่นเดินเกมรุกอีกครั้ง นาทีที่ 57 นำห่างเป็น 3-1 อันโตนิโอ บาเลนเซีย ผ่านบอลทางฝั่งขวาให้ นานี เข้ายิงระยะเผาขน ก่อนที่นาทีที่ 62 แมนฯ ยูไนเต็ด มาได้ประตูปิดท้ายอีกประตู บาเลนเซีย ขึ้นบอลทางขวาอีกครั้งก่อนผ่านบอลให้ รูนีย์ ยิงเข้าไปอีกประตู จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะขาดลอย 4-1
หลังจบการแข่งขัน "เฟอร์กี้" เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน ออกมาชื่นชม เวย์น รูนีย์ ที่กำลังมาทำประตูได้อีกครั้ง ซึ่งมีผลอย่างมากกับการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก และหากว่าทีมยังสามารถทำประตูได้อย่างต่อเนื่องแบบนี้ ก็ยังมีโอกาสที่ดี รวมทั้งยกย่องจิตใจของลูกทีมที่กลับมาเล่นได้ดีหลังจากที่ตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มา
"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เล่นในแอนฟิลด์ รับการมาเยือนของ "ทหารเสือราชินี" ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส โดยปรับคู่กองหน้ามาเป็น เดียร์ก เคาท์ กับ หลุยส์ ซัวเรซ ซึ่งเกมครึ่งแรก ลิเวอร์พูล ครองบอลบุกเกือบจะข้างเดียว แต่ก็พลาดในจังหวะสุดท้าย ทำให้ยังเสมอกันอยู่ 0-0 แต่ครึ่งหลังเล่นแค่ 2 นาที ลิเวอร์พูล ออกนำ ชาร์ลี อดัม เปิดบอลให้ ซัวเรซ โหม่งโล่งๆ จากนั้นแม้ มักซี โรดริเกซ จะได้โอกาสเหน่งๆ 2 ครั้ง แต่ก็ยิงไม่ผ่านมือ ราเดก แชร์นี จบเกม ลิเวอร์พูล จึงชนะไปหวุดหวิด 1-0
เคนนี ดัลกลิช กุนซือหงส์แดงเผยว่า "มันเป็นฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม เรามีโอกาสมากมายและเราทำได้ 1 ประตู นักเตะได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่น และทำได้อย่างยอดเยี่ยมในการผ่านบอล เคลื่อนไหว และสร้างโอกาสทำประตู"
"ปืนใหญ่" อาร์เซนอล เปิดเอมิเรตส์ พบ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ที่มาเล่นเกมตั้งรับได้ดี แต่สุดท้าย อาร์เซนอล ยังได้ประตูชัยจาก โรบิน ฟาน เพอร์ซี หัวหอกตัวเก่งในนาทีที่ 70 ทำให้แซง เชลซี ขึ้นมาอยู่ที่ 4
ผลคู่อื่นๆ โบลตัน แพ้ แอสตัน วิลล่า 1-2 ทีมเยือนนำก่อน 2-0 จาก มาร์ค อัลไบรตัน นาทีที่ 33 กับ สติลิยัน เปตรอฟ นาทีที่ 39 ก่อน อิวาน คลาสนิช ตีไข่แตกให้ โบลตัน นาทีที่ 55
นอริช ชนะ นิวคาสเซิล 4-2 เจ้าถิ่นได้จาก เวส ฮูลาฮาน นาทีที่ 39, แกรนท์ โฮลท์ นาทีที่ 59, 82 และ สตีฟ มอร์ริสัน นาทีที่ 63 ขณะที่ทีมเยือนได้จาก เดมบา บา นาทีที่ 45 กับ 71
สวอนซี ชนะ ฟูแล่ม 2-0 จาก สกอตต์ ซินแคลร์ นาทีที่ 56 กับ ดาเนียล เกรแฮม นาทีที่ 90
เวสต์บรอมวิช แพ้ วีแกน 1-2 เจ้าถิ่นนำก่อนจาก สตีเฟน รีด นาทีที่ 33 แต่ทีมเยือนมาได้ 2 ประตูรวดจาก วิคเตอร์ โมเซส นาทีที่ 37 กับ โฆดี โกเมซ นาทีที่ 57
..................................
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)



