
"กกต.ชุดวาสนา"โล่งอกไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเลือกตั้ง2เม.ย.
กกต.ชุดวาสนา โล่ง อก ไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2 พันกว่าล้าน เหตุคณะกก.สอบข้อเท็จจริงฯ เห็นเป็นความผิดไม่ร้ายแรง รบ.เล็งขยายผลเดือนพ.ค.เป็นเดือนแห่งความปรองดอง "สาทิตย์"เชื่อ แก้รธน.ไม่เป็นชนวนขัดแย้งใหม่ "เพื่อไทย"เชื่อนายกฯไม่กล้ายุบสภา
เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเดือนที่ผ่านมาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้มีการประชุมพิจารณาและรับทราบความเห็นของคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. ที่เสนอความเห็นว่า การกระทำของกกต.ชุดของพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง ที่จัดให้มีการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย. 49 นั้น เป็นการกระทำตามหน้าที่ และไม่ได้กระทำด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ไม่เข้าข่ายต้องรับผิดตามมาตรา 420 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะถือว่าเป็นการกระทำไปตามหน้าที่โดยสุจริต ก็ย่อมต้องได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 ซึ่งกกต.ได้มีมติให้สำนักกฎหมายและคดียกร่างหนังสือ เพื่อให้ประธานกกต.ลงนามแจ้งให้กระทรวงการคลังทราบความเห็นของคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของกกต. และหากกระทรวงการคลังมีข้อสังเกต หรือข้อทักท้วงเป็นประการใดขอให้แจ้งมายังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน 30 วัน ซึ่งได้แจ้งให้กระทรวงการคลังทราบแล้ว เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2552 ตามหนังสือด่วนที่สุดที่ ลต.(กกต.) 0601/5648
อย่างไรก็ตามสำหรับกรณีดังกล่าวนั้น ที่คณะที่ปรึกษากฎหมายของกกต.ได้พิจารณา ตามที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีคำร้องได้ขอให้กระทรวงการคลังเรียกค่าเสียหายจาก กกต.ชุดที่มีพล.ต.อ.วาสนา เป็นประธานการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามคำร้องของหม่อมราชวงศ์ รำพิอาภา เกษมศรี หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง มีคำพิพากษาว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 โดยกกต.ได้ตั้งขึ้นประกอบด้วย ผู้แทนจาก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักอัยการสูงสุด กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เป็นประธาน ซึ่งได้มีความเห็นว่า การจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 ของกกต.ชุดพล.ต.อ.วาสนา เป็นประธานกกต.นั้นเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างไม่ร้ายแรง ซึ่งกกต.ได้ส่งรายงานให้กับกระทรวงการคลังพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ที่ได้มีการทำให้เกิดความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดและคิดเป็นเงินของค่าเสียหาย ของกกต.ชุดนั้น
ซึ่งทางกรมบัญชีกลางกระทรวงการคลัง ก็ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อหารือแนวทางปฏิบัติกรณีคำร้องขอให้กระทรวงการคลังเรียกค่าเสียหายจากกกต.และสำนักงานกกต. ทั้งนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้มีความเห็นว่า หากความเสียหายอันเนื่องมาจากการออกคำสั่งหรือกฎ เกิดจากการจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ออกคำสั่งหรือกฎ ก็สามารถพิจารณาหาตัวผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และกระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานด้านการเงินสามารถพิจารณารายงานการสอบสวนในเรื่องนี้ได้ ทำให้กระทรวงการคลังได้ตั้งคณะกรรมกรรมการขึ้นมาสอบอีกครั้งก็มีมติ ด้วยเสียงข้างมากเหมือนกับชุดของคุณหญิงจารุวรรณ และได้ส่งผลมายังกกต.ให้พิจารณาเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของกกต.ชุดของพล.ต.อ.วาสนา เป็นประธานและสำนักงาน โดยกกต.จึงได้ส่งเรื่องที่กระทรวงการคลังเรียกค่าเสียหายฯ ให้ที่ปรึกษากฎหมายได้พิจารณากรณีดังกล่าว
รบ.เล็งขยายผลเดือนพ.ค.เป็นเดือนแห่งความปรองดอง
เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 60 แห่งการบรมราชาภิเษก วันที่ 5 พฤษภาคม วันฉัตรมงคล ถึงการขยายผลสร้างให้เป็นเดือนแห่งความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ ตามปณิธานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า คงต้องมีกิจกรรมต่อ เพราะเป็นการเข้าสู่ปีที่ 60 แห่งการบรมราชาภิเษก ปี 2552 นี้ เป็นปีที่ 59 ดังนั้นในปี 2553 จึงถือเป็นปีมหามงคล คณะกรรมการจะมีการประชุมและประกาศต่อไป
“เราคิดว่างานนี้จะเป็นการที่รวมใจของคนไทยทั้งประเทศในการถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสอันเป็นปีมหามงคล ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น พระองค์ท่านได้มีพระมหากรุณาธิคุณแก่พี่น้องประชาชนชาวไทย จึงถือโอกาสนี้รวมใจกัน ทั่วประเทศจะมีการจัดกิจกรรมที่หน้าศาลากลาง ทั้งนี้เข้าใจว่าจะมีคนเข้าร่วมในงานฉัตรมงคลนี้ทั่วประเทศหลายล้านคน” นายสาทิตย์ กล่าว
เมื่อถามว่า บรรยากาศที่เกิดขึ้นจะสร้างความเชื่อมั่นต่อต่างชาติเพียงใด นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรามีความเชื่อมั่นกันว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งแผ่นดินตลอดระยะเวลาอันยาวนาน การได้มีกิจกรรมที่รวมใจคนไทยก็น่าจะให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าเรากำลังทำบางอย่างเพื่อประเทศของเรา เพื่อสถาบันสูงสุดอันเป็นที่เคารพยิ่งของเรา ก็น่าที่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีอีกครั้ง เพื่อทำให้ทุกคนได้หันกลับมาปรองดองกัน หรือคิดถึงจุดร่วม สงวนจุดต่างทางความคิดต่างๆเอาไว้ก่อน
ส่วนการเข้าไปสนับสนุนโดยรัฐบาลต่อกรณีองค์กรภาคประชาชนและองค์กรอื่นๆเริ่มออกมารณรงค์เรื่องการหยุดทำร้ายประเทศไทยนั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า จริงๆรัฐบาลเชิญชวนทุกฝ่ายมาช่วยกันอยู่แล้ว กิจกรรมหยุดทำร้ายประเทศไทยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ต้องยอมรับว่าประสบความสำเร็จมากในแง่การสรางกระแสความรู้สึกรักประเทศ ไม่ทำร้ายกันทั้งด้วยความคิด การกระทำ คำพูด ดังนั้นกิจกรรมในลักษณะนี้จะต้องเกิดขึ้น เพราะพลังที่เรียกว่าพลังของคนไทยส่วนใหญ่ต้องการความสงบ ต้องการความเรียบร้องของประเทศ คิดว่ากิจกรรมพวกนี้จะช่วย ส่วนจะเป็นเพียงการจุดพลุหรือไม่นั้น คงไม่ เพราะจะมีกิจกรรมต่อเนื่อง กิจกรรมที่เกิดขึ้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้คิดได้ในแนวทางเดียวกัน ก็เป็นหน้าที่รัฐบาลจะต้องเดินต่อ จะมีอีกหลายกิจกรรม
เมื่อถามว่า ขณะที่กิจกรรมสมานฉันท์ปรองดองกำลังเดินหน้า แต่ยังมีบางกลุ่มเดินหน้าชุมนุมทางการเมืองต่อเนื่องอีกหลังจากนี้ นายสาทิตย์ กล่าวว่า จริงๆนายกฯพยายามดึงทุกอย่างเข้าเวทีรัฐสภา การตั้งคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด ก็มีส่วนช่วย ทั้งเรื่องการสมานฉันท์และเรื่องรัฐธรรมนูญ ส่วนการไปเคลื่อนไหวภายนอก คิดว่าในสังคมประชาธิปไตยสามารถทำได้ แต่จากประสบการณ์ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาคงทำให้คิดกันได้ว่า ความรุนแรงเป็นสิ่งสร้างความเสียหาย ดังนั้นถ้ายังมีการชุมนุมเราเชื่อว่าถ้าทำในกรอบสันติวิธีก็ทำได้ รัฐบาลเองก็ต้องยอมรับอีกด้วย แต่ไม่คิดว่าแกนนำจะเลือกวิธีการรุนแรงและสร้างความเสียหายเช่นนั้นอีก เพราะประสบการณ์ช่วงสงกรานต์ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ยังมีความวิตกกังวลเรื่องนี้อยู่
เชื่อ แก้รธน.ไม่เป็นชนวนขัดแย้งใหม่
นายสาทิตย์กล่าวถึงกรณีมีหลายฝ่ายมองประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่ ว่า ไม่คิดว่าการแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะความขัดแย้งในไทยได้สุกงอมมาถึงจุดหนึ่งที่ได้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายบนท้องถนน สิ่งนั้นได้บอกเราว่าเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดและไม่ควรกลับไปหาอีก อย่างน้อยเวทีการแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้คนที่อาจมีความเห็นต่างขั้วกันมานั่งพูดถึงความเห็นของตัวเอง น่าจะมาพบกันตรงกลางได้ จุดเริ่มของการแก้รัฐธรรมนูญอาจเริ่มจากคนที่เห็นด้วยอย่างสุดขั้ว กับไม่เห็นด้วยเลย หรือคนที่คิดว่าทำไมไม่คุยกัน ซึ่งถือเป็นจุดร่วมที่ดี
ส่วนกรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศจุดยืนต้านการแก้รัฐธรรมนูญและพร้อมออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้งนั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า “คิดว่าพันธมิตรฯก็เป็นเสียงที่ดังเสียงหนึ่งที่ทุกคนก็ต้องฟังเขา เช่นเดียวกับกลุ่มอื่นที่เรียกร้องและมีมวลชนจำนวนมากที่เห็นด้วยก็เป็นเสียงที่ดังเสียงหนึ่ง ดังนั้นกรรมการที่ตั้งขึ้นต้องเอาทุกเสียงมารวมกัน เสียงของพันธมิตรฯก็เช่นเดียวกับเสียงของบางท่านในฝ่ายการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ก็ต้องมีเหตุผล คุยกัน แต่ยังดีกว่าต่างคนต่างพูดแล้วไม่มีใครฟังใคร”
เมื่อถามว่า แต่เสียงคัดค้านส่วนใหญ่มุ่งค้านไปที่การแก้มาตรา 237 เรื่องยุบพรรค และประเด็นการนิรโทษกรรม นายสาทิตย์ กล่าวว่า ก็รับฟังเหตุผล ทุกคนต่างมีเหตุผล ประชาธิปไตยต้องมีทางออก มีจุดลงตัว ประชาธิปไตยไม่ใช่คนอีกฟากความขัดแย้งต้องชนะ โดยอีกคนไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ต้องมาพบกันในความคิดที่หลากหลายและคุยกันได้ ฉะนั้นอาจจะมีส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ทั้งหมด ขณะที่อีกส่วนก็ไม่ได้เสียทั้งหมด
เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์หนักใจหรือไม่ที่เป็นคนกลางระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องการแก้มาตรา 237 และนิรโทษกรรม กับภาคประชาชนบางส่วนที่คัดค้าน นายสาทิตย์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ามาถึงจุดนี้ความเห็นหลากหลายจริงๆ และสุดขั้วกันมาก ถ้าไม่มีเวทีคุยกัน การปะทะกันบนท้องถนนต้องเกิดขึ้นอีก ซึ่งเราไม่ต้องการให้เกิดอีก ก็ต้องมีจุดที่ต้องคุยกัน การเปิดเวทีให้คุยกัน ไม่เฉพาะในรัฐสภา อย่างที่สมาคมนักข่าวต่างๆทำอยู่ก็เป็นเวทีที่ดี ที่อื่นก็ต้องทำ
เมื่อถามว่า รัฐบาลประเมินการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้อย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า “คิดว่าคงจะมีประเด็นเคลื่อนไหวอยู่ และเป็นประเด็นที่มีเหตุผล ก็ต้องรับฟัง รัฐบาลคงไปห้ามไม่ให้ใครมาชุมนุมไม่ได้ แต่คิดว่าการแสดงออกของทุกฝ่ายของสังคมจะบอกเขาเองว่าเขาควรจะทำอย่างไร”
"เพื่อไทย"เชื่อนายกฯไม่กล้ายุบสภาฯ
นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ขู่ยุบสภาหลังจากที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ว่า เรื่องนี้มีมูลหรือไม่หรือเป็นข่าวปล่อย เพราะการเสนอแก้ไขมาตรา 237 เป็นเกมที่พรรคร่วมรัฐบาลให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ที่ประสานงานกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ได้รับปากก่อนจับมือจัดตั้งรัฐบาลว่าจะแก้ไขมาตราดังกล่าว ดังนั้นจึงถึงเวลาทวงสัญญาลูกผู้ชาย ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำไม่ได้ตามที่สัญญาไว้ คนที่ไปเจรจาตอนตั้งรัฐบาลก็เสียหน้า ในที่สุดนำไปสู่การยุบสภาอยู่แล้ว เพราะเกิดสนิมแต่เนื้อในรัฐบาล ไม่ว่าจะยุบสภาหรือไม่เราไม่ตื่นเต้น เนื่องจากเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แต่เชื่อว่าเป็นแค่คำขู่ นายกฯไม่กล้ายุบสภาแน่ เพราะอยากอยู่ใช้งบประมาณแผ่นดิน ปี 2553 และต้องการบริหารประเทศต่อไปอีก3-5 ปี
ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อวันที่ 4 พ.ค.กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองและกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองฯ ในส่วนของพรรคไทยได้ประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดกรอบในการเสนอต่อที่ประชุมของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ นั่งเป็นประธาน มีมติย้ำว่าพรรคเพื่อไทยเสนอรัฐบาลให้ทำประชามติสอบถามประชาชนถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ทั้งที่ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ นายไพจิต กล่าวว่า ในช่วงนั้นพรรคเพื่อไทยขอแก้ไขรัฐธรรมนูญท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย แต่หลังจากรัฐบาลใช้กำลังสลายการชุมนุม รัฐบาลมีความผิด เราจึงเสนอให้นายกฯลาออกหรือยุบสภาเท่านั้น เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ไม่ได้เสนอหรือดำเนินการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลเสนอเอง ทั้งนี้นายสมชาย ได้กำชับที่ประชุมว่าขอให้กรรมการทั้ง 2 ชุดทำหน้าที่ โดยเสนอกรอบว่าต้องการอะไร ลองดูว่ารัฐบาลสมานฉันท์แค่ปากและจะจริงใจแค่ไหน ถ้ารู้ว่าต้องการซื้อเวลาเราก็ไม่รวมสังฆกรรมด้วยเด็ดขาด



