ข่าว

เมาเสียงดังชักปืนยิงชาย-ข่มขืนหญิง

เมาเสียงดังชักปืนยิงชาย-ข่มขืนหญิง

11 ธ.ค. 2554

รำคาญ...เมาเสียงดัง ชักปืนยิงชาย-ข่มขืนหญิง : ตะลุยข่าว โดย สมโภชน์ สมบัติ

                อุทาหรณ์วัยรุ่น แต่งรถซิ่งกินเหล้าริมฟุตบาท เปิดเพลงเสียงดังประชันกันถึงเช้า ไม่สนว่าจะหนวกหูใคร แต่เมื่อสร้างความเดือดร้อนจนคนขี้โมโหทนไม่ไหว ความโชคร้ายจึงย้อนกลับมาเล่นงานพวกเขา !!
   
                ช่วงดึกวันที่ 3 ธันวาคม หนุ่มสาวนักท่องราตรีกลุ่มหนึ่งราว 6-7 คน นัดแนะกันไปเที่ยวร้านเพลงเพื่อชีวิตเปิดใหม่แห่งหนึ่ง บริเวณถนนเฉลิมพระเกียรติ ในตัวเมืองขอนแก่น สนุกสนานสุดเหวี่ยงถึงตีสอง ร้านปิด แต่ยังอยากร่ำสุรากันต่อ จึงชวนกันมานั่งดื่มริมฟุตบาทใกล้กับร้าน บรรยากาศดี อากาศดี ถนนกว้างไม่ค่อยมีรถวิ่ง คนกลุ่มนี้จึงลืมยั้งคิดว่า ยังมีผู้คนอีกมากมายที่นอนหลับใหลอยู่ในบ้าน พวกเขาหาความสนุกใส่ตัว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ชาวบ้านแถบนั้นต่างต้องสะดุ้งกับเสียงเพลงที่ดังกระแทกกระทั้นจากรถปิกอัพ ความสนุกเกินเลยได้สร้างความทุกข์ที่พวกเขาต้องจดจำทั้งชีวิต
   
                เสียงแก้วเสียงขวด พูดคุยแข่งกับเสียงเพลงดังจนฟ้าเริ่มสาง...แต่ทว่าเสียงอึกทึกครึกโครมที่ดังก้องอยู่หลายชั่วโมงทำให้ "ประเวศ เอกตราแสง" โชเฟอร์รถทัวร์หนุ่มใหญ่วัย 47 ปี ที่พักอยู่ในอู่รถทัวร์บริษัทหนึ่งห่างไปไม่ถึง 100 เมตร อารมณ์เสียหงุดหงิดและรอเวลาที่จะลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อดับความรำคาญ
   
                ทันทีที่รถปิกอัพของกลุ่มนักดื่มเคลื่อนตัวออกไป 1 คัน เหลือเพียงหญิง 1 ชาย 2 ที่สาละวนกับการเก็บสัมภาระขึ้นรถปิกอัพ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมคซ์ สีน้ำเงิน ทะเบียน ผฉ -3451 ขอนแก่น กระทั่ง นายวีระพงษ์ จำนงพันธ์ อายุ 31 ปี และ น.ส.เอ(นามสมมุติ) อายุ 17 ปี นักศึกษาชั้น ปวช. สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในขอนแก่น ขึ้นไปนั่งในรถ เพื่อรอนายวัชระ หมู่สูงเนิน อายุ 23 ปี เจ้าของรถ ซึ่งเป็นแฟน น.ส.เอ ขึ้นมาขับ
   
                แต่แล้ว...เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อชายวัยกลางคนนุ่งกางเกงยีนสีดำ สวมเสื้อคลุมสีดำมิดชิด ไม่ได้ปิดบังอำพรางใบหน้า เดินตรงดิ่งเข้ามาหา ก่อนจะพูดขึ้นว่า "กูบอกมึงแล้วว่าอย่าเปิดเพลงเสียงดัง" พร้อมกับชักปืนพกแบบลูกโม่จ่อหัวนายวัชระ แต่นายวัชระขัดขืนฮึดสู้ จึงถูกยิงเข้าที่เท้าและต้นขาข้างขวาจนล้มลงกับที่ จากนั้นชายชุดดำจึงได้กระโดดขึ้นรถใช้ปืนจี้ผู้หญิง และบังคับให้ผู้ชายหมอบลงบริเวณเบาะนั่งของแค็บด้านหลัง จากนั้นใช้เทปกาวมัดมือไว้หลายรอบติดกับเบาะ ก่อนจะกระโดดขึ้นรถขับออกไปอย่างคล่องแคล่ว ปล่อยนายวัชระนอนดิ้นด้วยความเจ็บปวดอยู่บนถนน
   
                หลังรับแจ้งเหตุ พ.ต.อ.คณิต ดวงหัสดี ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น สั่งระดมตำรวจควานหาตัวคนร้าย กระทั่ง 1 ชั่วโมงผ่านไป ก็ได้รับแจ้งว่า ผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองคนถูกทิ้งไว้กลางป่าอ้อย บริษัท โนนศรีสว่าง ต.ม่วงหวาน อ.น้ำพอง ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 20 กม. โดยนายวีระพงษ์ ถูกมัดปาก มัดเท้า มัดมือ น.ส.เอ อยู่ในสภาพเสียขวัญอย่างหนัก ส่วนรถยนต์คนร้ายขับหลบหนีไปด้วย

                น.ส.เอให้การว่า หลังจากคนร้ายขับรถพาไปถึงบริเวณป่าอ้อย ได้กระชากตัวลงมาจากรถ บังคับให้อมนกเขาอยู่นานประมาณ 10 นาที ด้วยความกลัวจึงยอมทำตามแต่พยายามตั้งสติด้วยการจดจำใบหน้าคนร้ายให้ได้มากที่สุด เหลือบมองหน้าเป็นระยะ ที่สังเกตเห็นชัดเจนคือรอยแผลคล้ายแผลผ่าตัดยาวจากลิ้นปี่ถึงหน้าท้อง สุดท้ายคนร้ายได้บังคับข่มขืน ก่อนจะเดินไปขึ้นรถยนต์ไล่นายวีระพงษ์ลงจากรถแล้วขับหลบหนีไป

                การติดตามคดีแม้จะดูเหมือนมืดแปดด้านในช่วงแรก แต่การแกะรอยก็ไม่ยากเกินกว่าฝีมือมือปราบอย่าง พ.ต.อ.คัชชา ธาตุศาสตร์ รอง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น ที่ลงมาดูแลคดีนี้ด้วยตัวเอง เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์ของเมืองขอนแก่น 

                การตั้งข้อสังเกตเพื่อบีบปมเหตุแห่งคดีให้แคบลง เริ่มต้นที่ คนร้ายเปิดเผยใบหน้าชัดเจน และเจ้าทุกข์ยืนยันไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ที่สำคัญคนร้ายไม่ได้ใช้ยานพาหนะ เมื่อตรวจสอบสถานที่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุก็ไม่พบยานพาหนะต้องสงสัย ดังนั้น บุคคลนี้ต้องอยู่ไม่ไกลจากถนนเฉลิมพระเกียรติ ตำรวจจึงพุ่งเป้าไปที่อู่รถทัวร์ซ่งอยู่ห่างไปไม่ถึง 100 เมตร

                เมื่อนำภาพสเกตช์ไปสอบถามในอู่รถ ทุกคนยืนยันว่าคล้ายนายประเวศมาก และยิ่งเมื่อเขาลาออกจากงานหลังวันเกิดเหตุ น้ำหนักคนร้ายจึงพุ่งเป้ามาที่นายประเวศเพียงคนเดียว ตำรวจจึงตามไปจับกุมตัวที่บ้านพักในเขต อ.ซำสูง จ.ขอนแก่น ซึ่งเขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา รถและปืนก็ไม่พบ

                "แม้ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ แต่หลักฐานต่างๆ มัดแน่น เพราะผู้เสียหายทั้ง 3 คนชี้ตัวได้อย่างถูกต้อง ประกอบกับตำหนิแผลเป็นที่ น.ส.เอให้การไว้ก็ตรงกัน ขั้นตอนต่อจากนี้เหลือเพียงผลการตรวจดีเอ็นเอของผู้ต้องหาเท่านั้น" พ.ต.อ.คัชชา กล่าว