
คิดยาว...ยาว
วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : คิดยาว...ยาว โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ในขณะที่เราบอกตัวเองให้ใช้ชีวิตราวกับทุกวันเป็นวันสุดท้าย ให้คิดว่าจะไม่มีพรุ่งนี้สำหรับเรา หากลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ก็ให้ถือว่านั่นเป็น "โบนัส" เป็นการคืนกำไรให้แก่ชีวิต ที่คิดแบบนั้นก็เพื่อให้เราพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด อย่าปล่อยให้แต่ละวันล่วงเลยพ้นผ่านอย่างไร้ค่า ไร้ประโยชน์ เพราะเวลาทุกนาทีล้วนเป็นของมีค่า ที่หากว่าปล่อยให้ผ่านแล้ว ก็ล้วนผ่านเลย
แต่เพราะชีวิตไม่ได้มีเพียงด้านเดียว แง่มุมที่ว่าจึงใช้ไม่ได้กับการวางแผนทางการเงิน เพราะถ้ายิ่งพูดเรื่องเงินๆ ทองๆ ยิ่งต้องคิดในทางกลับกันว่า ชีวิตยังอยู่อีกยืนยาว และนั่นทำให้เราต้องมานั่งพูดถึงเรื่องการออม การลงทุน และการเตรียมแผนรองรับชีวิตหลังพ้นเลยจากวันทำงาน เข้าสู่วันที่ไม่มีรายได้ และต้องอาศัย "บุญเก่า" ประคับประคองชีวิต
"วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน" วันนี้จึงขอจะอนุญาตชวน "คิดให้ยาวขึ้น" ในเรื่องการจัดสรรการลงทุน
แต่ก็อีกนั่นแหละค่ะ เพราะโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยความผันผวน ไม่แน่นอน และเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันทีได้เสมอ จึงไม่อยากชวนมองหรือชวนคิดให้ไกลเกินกว่าสิ่งที่เราประเมินได้ เพราะต้องยอมรับว่า เรื่องของการเปลี่ยนแปลง ยิ่งระยะเวลาห่างไกลออกไปจากปัจจุบันมากเท่าไหร่ ความแน่นอนก็จะยิ่งน้อยลง
บทตอนหนึ่งจากหนังสือ "จัดทัพลงทุน ตอน รวยแบบอัตโนมัติ" ที่เขียนโดย ดร.สมจินต์ ศรไพศาล และศักดา สรรพปัญญาวงศ์ ซึ่งเขียนถึงการจัดทัพลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาว ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปว่า แนวคิดของการจัดทัพลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาวนั้น จะแตกต่างไปจากทัพลงทุนระยะสั้น ในแง่ที่ว่าความต้องการในเรื่องของสภาพคล่องสำหรับการลงทุนระยะยาวนั้นมีอยู่น้อย เพราะเงินที่นำมาลงทุนเป็น "เงินเย็น" ทำให้การจัดสรรเงินลงทุนระยะยาวสามารถที่จะเปิดรับความเสี่ยงได้มากกว่า เพราะถึงแม้ในปีที่ผลตอบแทนจากการลงทุนติดลบ (ซึ่งหมายถึงขาดทุน) แต่ถ้าลงทุนได้นานเพียงพอ จากสถิติและลักษณะตามธรรมชาติของหุ้น ก็จะพบว่าพอร์ตการลงทุนดังกล่าวจะสามารถสร้างผลตอบแทนชดเชยส่วนที่เสียไปได้
บทสรุปของการจัดสรรที่การลงทุนระยะยาวตามที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอ ก็คือ เป้าหมายหลักของทัพลงทุนระยะยาวคือ การมุ่งสร้าง "การเติบโตของเงินลงทุน" โดยมี "หุ้น" เป็นสินทรัพย์ที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างผลตอบแทน
จริงๆ แล้ว ผู้เขียนหนังสือได้จัดทำพอร์ตการลงทุนจำลอง 3 แบบ ทั้งที่เป็นการลงทุนแบบระมัดระวัง การลงทุนแบบปานกลาง และการลงทุนเชิงรุก โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 12 ปีเป็นตัววัดผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งแน่นอนว่า โดยภาพรวมแล้ว การจัดสรรการลงทุนเชิงรุกย่อมต้องให้ผลตอบแทนสูงที่สุด เพราะมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสูงที่สุด แต่แน่นอนว่า เพราะหุ้นมีความเสี่ยงสูงที่สุดด้วยเช่นกัน ทำให้ในปีที่ตลาดหุ้นไม่ดี ผลตอบแทนในปีนี้ของพอร์ตเชิงรุกก็ได้รับผลกระทบมากที่สุดตามไปด้วย
ข้อสรุปอีกประการหนึ่ง จึงอยู่ที่ "การยอมรับความเสี่ยง" ว่า พร้อมที่จะยอมรับได้แค่ไหน เพราะความเสี่ยงกับผลตอบแทนผูกโยงติดกันจนแยกไม่ออก
ตัวอย่างชัดเจนก็กรณีของการออก "หุ้นกู้" ซึ่งกำลังเสนอขายกันอย่างคึกคักตั้งแต่ปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้า ที่จะได้ชัดเจนถึงความสัมพันธ์ของผลตอบแทนผ่านอัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงผ่านอันดับเครดิตหรือที่เรียกว่า "เรตติ้ง"
ที่กำลังจะเสนอขายในสัปดาห์หน้า (13-15 ธ.ค.) ก็คือ หุ้นกู้ของบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)อายุ 3 ปี 6 เดือน โดยอัตราดอกเบี้ยในช่วงปีที่ 1-3 อยู่ที่ 5.75% และช่วง 6 เดือนสุดท้าย อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 6.10% หรือคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 5.80% ต่อปี สัปดาห์ถัดไป (19-22 ธ.ค.) บริษัท อีซี่ บาย จำกัด ผู้บริหารสินเชื่อแบรนด์ "ยูเมะพลัส" เสนอขายหุ้นกู้อายุ 2 ปี ผลตอบแทน 5.25% อายุ 3 ปี ผลตอบแทน 5.50% และอายุ 4 ปี ผลตอบแทน 6.00%
ก่อนที่ในปี 2555 ประมาณวันที่ 12-20 มกราคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะเสนอขายหุ้นกู้วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ผ่านธนาคารพาณิชย์ 7 แห่ง โดยจะจัดสรรหุ้นกู้วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ให้ผู้ถือหุ้นกู้เดิมที่มีหุ้นกู้จะครบกำหนดในเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคม ส่วนวงเงินหุ้นกู้ที่เหลืออีก 6-7 พันล้านบาท จะจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้เดิมที่มีหุ้นกู้ที่ยังไม่ครบกำหนด และอีก 3-4 พันล้านบาท จะเปิดให้แก่ผู้สนใจรายใหม่ซึ่งเป็นการจัดสรรให้แก่นักลงทุนรายย่อยทั่วไป
------------------------------------------
(วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : คิดยาว...ยาว โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



