
โอบามากับการจัดระเบียบสังคมโลก
โอบามากับการจัดระเบียบสังคมโลกเพื่อชาวสีม่วง โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
กลองศึกเลือกตั้งชิงทำเนียบขาวในแดนดินถิ่นอินทรีผยองเพิ่งจะโหมโรงเรียกน้ำย่อยก่อนจะมีการหย่อนบัตรเลือกตั้งในปลายปีหน้า เป็นโอกาสอันดีให้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งต้นทุนการเมืองบนหน้าตักกำลังจะหมดลงอันเนื่องจากความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เริ่มวางแผนหาทุนหน้าตักใหม่หวังจะดึงคะแนนเสียงกลับคืนมาให้ได้ โดยเสี่ยงเดิมพันด้วยการเปิดยุทธศาสตร์ส่งเสริมสิทธิของคนรักร่วมเพศทั่วโลกหรือกลุ่มแอลจีบีที ทั้งกลุ่มหญิงรักหญิง (เลสเบี้ยน) กลุ่มชายรักชาย (เกย์) พวกเสือใบหรือผู้ที่รักทั้งเพศเดียวกันและต่างเพศ และบุคคลข้ามเพศหรือพวกผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งเท่ากับจัดระเบียบสังคมโลกใหม่เพื่อชาวสีม่วงทั่วทุกมุมโลกเป็นครั้งแรก
นายโอบามา กล้าทุ่มทุนหน้าตักก้อนสุดท้าย ใช่แต่จะใช้การทูตและความช่วยเหลือที่ให้แก่ประเทศต่างๆ มาเป็นเครื่องมือกดดันให้ประเทศพันธมิตรในทุกทวีปยุติการเลือกปฏิบัติ หรือมีอคติ หรือไม่ยอมรับพวกรักร่วมเพศหรือแอลจีบีที โดยเฉพาะประเทศที่ยังถือว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศเป็นอาชญากรรมร้ายแรง
ทำเนียบขาวยังได้เจียดเงินประเดิมก้อนแรกจำนวน 3 ล้านดอลลาร์ (ราว 90 ล้านบาท) ตั้งกองทุนความเสมอภาคโลก เพื่อสนับสนุนองค์กรภาคสังคมที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของกลุ่มรักร่วมเพศทั่วโลกด้วย โดยให้เหตุผลว่ารู้สึกกังวลต่อความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มแอลจีบีทีทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการผ่านกฎหมายให้การรักร่วมเพศเป็นอาชญากรรม หรือทำร้ายประชาชนที่ไปร่วมเดินขบวนพาเหรดเฉลิมฉลองชาวเกย์อย่างสงบ หรือสังหารหญิง ชายและเด็ก เพียงเพราะมีรสนิยมทางเพศผิดเพี้ยนไปจากขนบประเพณีหรือบทบัญญัติทางศาสนาที่ยึดถือกันมานาน
ด้านนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศ ก็สนองนโยบายทันควันประกาศว่าการเป็นเกย์ ไม่ใช่อาชญากรรม และสิทธิชาวเกย์คือสิทธิมนุษยชน จะนำเรื่องวัฒนธรรมหรือประเพณีทางศาสนามาเป็นข้ออ้างในการเลือกปฏิบัติ ไม่ได้
พร้อมกันนั้นก็ตอบโต้ข้อกล่าวหาจากประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ รวมไปถึงซาอุดีอาระเบีย ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน ที่ว่าพฤติกรรมการรักร่วมเพศเป็นปรากฏการณ์ของตะวันตกหรือพวกผิวขาว ดังนั้นคนผิวสีอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตะวันตกก็มีสิทธิที่จะไม่ยอมรับปรากฏการณ์นี้ และมีสิทธิที่จะลงโทษพวกรักร่วมเพศหนักเบาต่างกันออกไป
โดยเธอย้ำว่าการเป็นคนรักร่วมเพศหรือเรียกรวมๆ ง่ายๆ ว่าการเป็นเกย์ไม่ใช่นวัตกรรมของตะวันตก แต่เป็นความจริงของมนุษย์ เกย์เกิดและอยู่ในทุกๆ สังคมบนโลก เกย์มีทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกความเชื่อ มีเกย์ที่เป็นแพทย์ เป็นครู เป็นเกษตรกร เป็นนายธนาคาร เป็นนายทหาร และเป็นนักกีฬา
นายกฯ เลสเบี้ยน-เกย์ คู่แรกของโลก
อันที่จริง ก่อนหน้าที่นายโอบามาจะประกาศจัดระเบียบสังคมโลกใหม่เพื่อสิทธิของกลุ่มแอลจีบีที สหรัฐได้ประเดิมด้วยการประกาศยกเลิกกฎหมายที่ห้ามชาวเกย์และเลสเบี้ยนเป็นทหาร นับเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปีที่มีการประกาศยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ท่ามกลางการเฉลิมฉลองด้วยความดีใจของกลุ่มคนรักร่วมเพศ
อย่างไรก็ดี ผู้นำประเทศที่ถือได้ว่าเป็นคนแรกที่ประกาศใช้ความช่วยเหลือด้านต่างประเทศมาเป็นเครื่องมือสร้างเสริมสิทธิของชาวแอลจีบีที ก็คือนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีแดนผู้ดีอังกฤษซึ่งเพิ่งจะเตือนเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนที่แล้วว่า อังกฤษอาจจะลดความช่วยเหลือให้แก่บางประเทศในทวีปแอฟริกาที่ละเมิดสิทธิของคนรักร่วมเพศ
แต่ประเทศที่ก้าวไกลไปกว่านั้นก็คือไอซ์แลนด์ เมื่อนาง "โจฮันนา ซิกูร์ดาร์ดอททีร์" วัย 66 ปี ก้าวขึ้นมานายกรัฐมนตรีเลสเบี้ยนคนแรกของไอซ์แลนด์ และของโลก โดยเธอได้แต่งงานอยู่กินอย่างถูกกฎหมายกับ "นางโจนินา ลีดอททีร์" นักเขียนหนังสือและบทละครชาวอังกฤษ อายุ 54 ปี เมื่อ 6 ปีที่แล้ว แม้เธอจะมีลูกติดจากสามีเก่า 2 คนและมีหลาน 6 คน
ด้านเบลเยียมก็ไม่ยอมน้อยหน้า เพิ่งได้นายกฯ เกย์คนแรกของประเทศ แต่เป็นชาวสีม่วงคนที่ 2 ของโลกที่ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศรองจากนาง "โจฮันนา ซิกูร์ดาร์ดอททีร์" โดยนายเอลีโอ ดี รูโป หัวหน้าพรรคสังคมนิยม วัย 60 ปี ซึ่งเพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเบลเยียมเมื่อไม่กี่วันมานี้เองหลังจากประเทศนี้สร้างสถิติโลกไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศนานถึง 541 วัน ได้เปิดเผยตัวเองว่าเป็นเกย์มาตั้งแต่ปี 2539 แล้ว
--------------------------------------------------------------------------------------------
ประเทศอันตรายของกลุ่มรักร่วมเพศ
ถึงแม้ว่านายโอบามาและนายคาเมรอนจะจับมือร่วมกันส่งเสริมสิทธิของคนรักร่วมเพศทั่วทุกมุมโลก แต่ก็ใช่ว่าจะได้รับการตอบรับด้วยดีเสมอไป แม้กระทั่งนายริค เพอร์รี ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สมัครของพรรคตราช้างรีพับลิกันเพื่อหวังชิงทำเนียบขาวจากนายโอบามาก็ยังโจมตีว่า การส่งเสริมสิทธิชาวเกย์ในต่างประเทศ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาและไม่คุ้มค่ากับภาษีประชาชน
ยิ่งไม่ต้องพูดไกลไปถึงการคัดค้านจากรัฐบาลกว่า 70 ประเทศทั่วโลกที่มีกฎหมายต่อต้านรักร่วมเพศหนักเบาต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นแดนภารตอินเดีย ซึ่งเมื่อกลางปีนี้ รัฐมนตรีสาธารณสุขได้สะท้อนจุดยืนกลางที่ประชุมเอชไอวี เอดส์ ในกรุงนิวเดลีว่าการรักร่วมเพศเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง และเป็นพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาติอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการตรวจรักษา ซึ่งโชคไม่ดีอย่างยิ่งที่พฤติกรรมรักร่วมเพศ ที่พบกันมากในประเทศพัฒนาแล้วได้แพร่ระบาดมาถึงอินเดีย พร้อมกับย้ำว่าการรักร่วมเพศเป็นการกระทำผิดธรรมชาติที่นำเข้ามาจากตะวันตก
จากอคติทางเพศดังกล่าว ทำให้ทุกวันนี้ มีคนดังชาวภารตเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าเปิดตัวว่าเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยน ก่อนหน้านี้ กฎหมายอินเดียระบุชัดว่าการมีสัมพันธ์กับเพศเดียวกันถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย โดยต้องโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว ศาลสูงกรุงนิวเดลีเพิ่งสั่งยกเลิกกฎหมายฉบับนี้
ด้านนายดมิทรี โคซาค รองนายกรัฐมนตรีแดนหมีขาวรัสเซีย คนสนิทของนายวลาดิมีร์ ปูติน นายกรัฐมนตรี เพิ่งประกาศสนับสนุนเต็มตัวร่างกฎหมายของมหานครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่เสนอโดยพรรคสามัคคีรัสเซียซึ่งเป็นพรรครัฐบาลที่ให้ลงโทษด้วยการสั่งปรับ "การโฆษณาชวนเชื่อของพวกรักร่วมเพศ" ทั้งเลสเบี้ยน เกย์ พวกเสือใบ และบุคคลข้ามเพศหรือพวกผ่าตัดแปลงเพศ "ที่น่าขยะแขยง" เป็นเงินถึง 5 หมื่นรูเบิล (ราว 4.9 หมื่นบาท) โดยให้เหตุผลว่าเพื่อปกป้องศีลธรรมและจริยธรรมของประชาชน นายโคซาคยังเสนอให้รัฐบาลกลางที่กรุงมอสโกยกร่างกฎหมายลักษณะเดียวกันนี้เพื่อบังคับใช้ทั้งประเทศด้วย
แต่ประเทศที่มีกฎหมายลงโทษกลุ่มคนรักร่วมเพศอย่างรุนแรงก็คือประเทศมุสลิมที่นำกฎหมายอิสลามหรือชาเรียมาใช้ ภายใต้กฎหมายนี้ถือว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศเป็นบาป บทลงโทษจึงต้องรุนแรงตามไปด้วย อาทิ
มาเลเซีย ในระดับประเทศถือว่าพฤติกรรมเป็นเกย์(เลสเบี้ยนไม่เข้าข่าย ) เป็นคดีอาญาร้ายแรงต้องโทษจำคุก 20 ปี และเฆี่ยนประจานกลางที่สาธารณะแต่ในระดับท้องถิ่น ที่มีการใช้กฎหมายชาเรีย ทั้งเกย์และเลสเบี้ยนต้องถูกจำคุก 3 ปี ถูกเฆี่ยน และต้องจ่ายค่าปรับ
อินโดนีเซีย ยังไม่มีกฎหมายต่อต้านเกย์ระดับชาติ แต่ในบางเมืองบางจังหวัดก็นำกฎหมายชาเรียมาบังคับใช้
อียิปต์ ในยุคของอดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก ได้ต่อต้านกลุ่มรักร่วมเพศโดยมีโทษจำคุก 1-5 ปี หรืออาจจะเนรเทศไปอยู่ต่างประเทศ
ปากีสถาน ตามกฎหมายอิสลามบังคับให้ประหารผู้มีพฤติกรรมรักร่วมเพศด้วยการปาก้อนหินใส่จนตาย หรือเฆี่ยน 100 ครั้ง หรือจำคุกตลอดชีวิต
ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งใช้กฎหมายอิสลามเป็นกฎหมายประจำชาติ ดังนั้นพฤติกรรมรักร่วมเพศจึงมีบทลงโทษถึงตายด้วยโดยการปาหินใส่ หรือสถานเบาก็แค่เฆี่ยน 100 ครั้งหรืออาจจะถึง 7,000 ครั้ง หรือจำคุก
อิรัก หลังล้มล้างรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน แล้ว พฤติกรรมรักร่วมเพศซึ่งเคยเป็นที่ยอมรับก็กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายจนกระทั่งปัจจุบัน มีการตั้งหน่วยล่าสังหารไล่ล่ากลุ่มเกย์และเลสเบี้ยน
อัฟกานิสถาน สมัยอดีตรัฐบาลตาลีบัน ผู้มีพฤติกรรมรักร่วมเพศจะต้องโทษประหารชีวิตแต่ปัจจุบันต้องโทษจำคุกระยะยาว
จอร์แดน ค่อนข้างใจกว้างไม่มีข้อห้ามพฤติกรรมรักร่วมเพศ แต่คนกลุ่มนี้จะถูกบีบให้ต้องลี้ภัยในต่างแดน
อิหร่าน ตามกฎหมายอิสลามระบุชัดว่าถ้าเป็นเกย์ ต้องโทษประหาร ส่วนเลสเบี้ยนถูกโบย 100 ครั้ง แต่ถ้าผิดซ้ำซากเป็นครั้งที่ 4 ก็จะต้องโทษประหาร
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กฎหมายของสหพันธรัฐระบุโทษประหาร ขณะที่กฎหมายเขตปกครองเอมิเรตส์ อย่างในดูไบ ระบุโทษจำคุกสูงสุด 14 ปี
ตูนีเซีย มีโทษจำคุกผู้ที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ 3 ปี เช่นเดียวกับ โมร็อกโก ซึ่งนอกจากจำคุก 3 ปีแล้วยังมีโทษปรับด้วย
เซเนกัล ซึ่งแม้จะเปิดกว้างมากกว่าประเทศมุสลิมอื่นๆ โดยไม่ห้ามเรื่องการค้าประเวณีหรือการแต่งกายที่เปิดเผยเนื้อหนัง กระนั้น ใครก็ตามที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศก็ต้องถูกจำคุก 1-5 ปี ปรับอีก 1 แสน-1.5 ล้านฟรังก์ โทษสูงสุดจะถูกนำมาใช้ถ้าคู่ขาคนใดคนหนึ่งอายุต่ำกว่า 21 ปี
ดูเหมือนว่าประเทศที่มีบทลงโทษกลุ่มรักร่วมเพศรุนแรงที่สุดมีอยู่ 2 ประเทศคือ ไนจีเรีย ซึ่งวุฒิสภาเพิ่งลงมติผ่านร่างกฎหมายต่อต้านคนรักร่วมเพศ ระบุชัดให้การแต่งงานของคนรักร่วมเพศ กลุ่มสนับสนุนคนรักร่วมเพศ และการแสดงความรักของคนเพศเดียวกันในที่สาธารณะทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นความผิดอาญา การแต่งงานของคนเพศเดียวกันอาจถูกจำคุกคนละ 14 ปี พยานรู้เห็นหรือใครก็ตามที่ช่วยให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานหรือการแสดงความรักในที่สาธารณะอาจถูกจำคุกถึง 10 ปี นอกจากนี้ การจดทะเบียนสมาคมคนรักร่วมเพศเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในเขตต่างๆ ทางภาคเหนือ ที่กฎหมายอิสลามถูกบังคับใช้มานานนับทศวรรษ เกย์และเลสเบี้ยนอาจถูกประหารชีวิตด้วยการถูกขว้างด้วยก้อนหินจนตาย
อูกันดา เป็นอีกประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกาที่มีกฎหมายต่อต้านคนรักร่วมเพศรุนแรงมาก โดยใครที่เป็นคนรักร่วมเพศจะมีโทษถึงประหารชีวิต นอกจากนี้ยังมีโทษจำคุกผู้ที่ไม่ยอมแจ้งให้ทางการทราบว่าใครมีพฤติกรรมต้องสงสัย หรืออาจรอมชอมด้วยการให้โยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น
ดูท่างานนี้ของนายโอบามาออกจะสาหัสสากรรจ์ไม่ใช่น้อย ดีไม่ดีอาจกลับตาลปัตรกลายเป็นยุทธศาสตร์ทำลายมิตรและสร้างศัตรูขึ้นมาแทนก็ได้
-------------------------------------------------------
(โอบามากับการจัดระเบียบสังคมโลกเพื่อชาวสีม่วง โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



