ข่าว

'อภิสิทธิ์'ไม่หวั่นให้การปมเหตุสลายเสื้อแดง

'อภิสิทธิ์'ไม่หวั่นให้การปมเหตุสลายเสื้อแดง

09 ธ.ค. 2554

'อภิสิทธิ์'ไม่หวั่นให้การพนักงานสอบสวนปมเหตุสลายเสื้อแดง แจงทุกอย่างยึดหลักสากล และยึดคำวินิจฉัยศาลก่อนสั่งการ ชม 'สุเทพ'โชว์แมน ยืดอกรับแทน

                    9 ธ.ค.54 นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี  ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นองค์ปาฐกในหัวข้อ “Keynote Speaker at the 6th Communications Policy Research South” ถึงกรณีที่ที่จะเข้าชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลเกี่ยวกับเหตุการณ์กระชับพื้นที่บริเวณแยกคอกวัวเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ว่า ตนได้เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องซึ่งจะได้ชี้แจงการดำเนินการในภาพรวม ตั้งแต่ตัวเหตุการณ์จนนำมาสู่การประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ และเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ว่าความมุ่งหมายในการขอพื้นที่คืน และการดำเนินการเป็นอย่างไร  นอกจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนว่า จะสอบถามในประเด็นใดบ้าง ซึ่งโครงสร้างการทำงานในช่วงที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ  นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯเองก็ได้อธิบายไปแล้วส่วนหนึ่งว่าตนในฐานะผู้ลงนามและออกข้อกำหนด จากนั้นเมื่อแต่งตั้ง ศอฉ.แล้วก็มีโครงสร้างมีตัวกรรมการ มีหัวหน้าผู้รับผิดชอบกำกับการปฏิบัติการซึ่งขณะนั้นคือนายสุเทพ  โดยการปฏิบัติและเรื่องของยุทธการนายสุเทพเป็นผู้ลงนามในคำสั่ง และตนจะรับทราบรายงานในเรื่องของเหตุการณ์และดูภาพรวมของการแก้ไขปัญหา

                      “การที่คุณสุเทพให้ข้อมูลว่าเป็นผู้รับผิดชอบคนเดียว เป็นการพูดตามโครงสร้าง ที่สำคัญคือคุณสุเทพได้ชี้แจงถึงการปฏิบัติการและแนวคิดว่าชัดเจน เป็นการขอคืนพื้นที่ โดยทุกคำสั่งที่ลงนามคุณสุเทพก็เล่าให้ผมฟังย้ำว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติกับประชาชนอย่างไร ต้องมองว่าเป็นประชาชนคนไทย ไม่ใช่ศัตรูและปฏิบัติตามหลักสากล การปฏิบัติทั้งหลายก็อิงกับคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องความไม่ชอบด้วยกฏหมายของการชุมนุม และหลักการในการปฏิบัติเพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหา”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

                     ผู้สื่อข่าวถามว่า  คิดอย่างไรที่คำพูดของ นายสุเทพ เหมือนเป็นการปกป้อง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายสุเทพ พยายามที่จะแสดงออกถึงความรับผิดชอบในส่วนของการทำงานของตัวเอง และทุกคนก็รู้จักนายสุเทพดีว่าเป็นคนพร้อมที่จะรับผิดชอบ  ซึ่งตนก็ขอบคุณถ้ามองว่าเป็นเรื่องปกป้อง  ถ้าที่สุดแล้ว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามความจริง ซึ่งตนมั่นใจว่า สิ่งที่นายสุเทพพร้อมรับผิดชอบนั้น ได้ใช้ความระมัดระวังโดยยึดหลักสากลชัดเจน   ทั้งนี้ ยังไม่รู้ว่าการสอบสวนของพนักงานจะไปยุติที่ตรงไหน  แต่การทำงานของรัฐบาลในขณะนั้น ก็อิงอยู่กับคำพิพากษาของศาล เมื่อมีการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายและศาลก็บอกว่า เป็นอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหลักสากล มีกฏการใช้กำลัง  มีหลักการว่า ต้องใช้มาตรการจากเบาไปหาหนั ซึ่งรายละเอียดทั้งหมด นายสุเทพได้ชี้แจงไปแล้ว

                      “ผมไม่หนักใจกับการชี้แจงในวันนี้เพราะผมมั่นใจว่าในที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจะเป็นที่เข้าใจและเป็นที่ยอมรับในสังคมนี้  ผมไปให้ปากคำก็คงต้องดูว่าพนักงานสอบสวนอยากรู้อะไร คงไปพูดตามใจชอบไม่ได้   ซึ่งที่พนักงานสอบสวนอ้างมา ระบุว่ามีพยานอ้างอิงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นผลปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งการของนายสุเทพ  ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ใช่แน่นอน กับสิ่งที่เกิดขึ้นและอยากบอก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีที่ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้มาโดยตลอดว่า ร.ต.อ.เฉลิมไม่ควรให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้  เพราะไม่ทราบว่า เกี่ยวข้องอย่างไร  อีกทั้งเนื้อหาที่พูดก็ไม่อยู่ในกรอบของการสอบสวน ดีที่สุดควรจะอยู่เฉยๆ  ให้เจ้าหน้าที่ได้ทำหน้าที่จะดีกว่า  ไม่จำเป็นต้องให้สัมภาษณ์  เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าถูกกดดัน หรือชี้นำได้“  นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

คนสนิท'มาร์ค'ยันไม่เบี้ยวนัดให้ปากคำแน่

                     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แหล่งข่าวคนสนิท นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัติย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า นายอภิสิทธิ์ จะเดินทางมาให้ปากคำทางคดีกับคณะทำงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลช่วงบ่ายวันนี้อย่างแน่นอน โดยมาพร้อมกับ สส. กทม.พรรคประชาธิปัติย์ พร้อมคณะที่ปรึกษาทางกฎหมายของพรรคและทนายความ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะทำการสอบปากคำ

                    ทั้งนี้ ทันทีที่เดินทางมาถึงภายในห้องประชุม ชั้น 2 กองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นที่เดียวกับกรณีการสอบปากคำ นายสุเทพ เมื่อบ่ายวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย คอยดูแลความเรียบร้อยอยู่หน้าห้องสอบสวน อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวขณะนี้พบว่า บรรยากาศภายในกองบัญชาการตำรวจนครบาลเป็นไปด้วยความคึกคักมีบรรดาสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ทั้งสายอาชญากรรมและการเมืองต่างทยอยกันมารอทำข่าวการเข้าให้ปากคำของอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นจำนวนมาก และหนาแน่นเป็นพิเศษกว่าทุกวันที่ผ่านมาบ้างก็จับกลุ่มนักพูดคุยในห้องสื่อมวลชน บช.น. บ้างก็นั่งรอบริเวณบันไดทางขึ้นอาคารและตามที่นั่งเล่นบริเวณลานสวนหย่อมเพื่อรอเวลานัดหมาย

                    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเชิญตัว นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ ผอ.ศอฉ. เข้าให้ปากคำครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีคำสั่งให้ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี DSI นำสำนวนการสอบสวนคดีการเสียชีวิต 13 ศพ จากเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปีที่ผ่านมา มอบให้กับตำรวจนครบาลทำการสอบสวนคดีชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตทั้งหมดอีกครั้งประกอบด้วย 1.นายมานะ อาจราญ 2.พลทหารวรรณสุทธ์ สาระ 3.นายชาติชาย ชาเหลา 4.นายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ 5.นายรภ สุขสถิตย์ 6.นายมงคล เข็มทอง 7.นายสุวัณ รักษา 8.นายเกรียติคุณ ฉัตรวิริยะกุล 9.นายประจวบ ประจวบสุข 10.นายบุญมี เริ่มสุข 11.ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ 12.นายพัน คำทอง และ 13.นายชาญณรงค์ พลศรีรา ซึ่งทั้ง 13 ศพดังกล่าว เสียชีวิตในท้องที่ สน.ปทุมวัน สน.วัดพระยาไกร สน.พญาไท สน.ดุสิต และสน.พลับพลาไชย 1 โดยเห็นว่า DSI ไม่มีสิทธิ์และอำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบ เพราะต้องให้ทางเจ้าหน้าที่สอบสวนแต่ละท้องที่ที่เกิดเหตุเสียชีวิตเป็นฝ่ายชันสูตรพร้อมกับทำสวนเอง พร้อมยืนยันก่อนหน้านี้ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายระบุชัดเจนไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเข้ามา แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใดโดยให้กรอบระยะเวลาในการทำสำนวนใหม่ 67 วัน และทำสำนวนทางคดีอาญาควบคู่ไปด้วยภายในกรอบ 90 วัน

 

'มาร์ค'ข้องใจแยกคุกการเมืองแต่สวม'เสื้อแดง'

                    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวกรณีอธิบดีกรมราชทัณฑ์จะย้ายนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรองและผู้ต้องหา นปช.คนอื่น ๆ เข้าไปอยู่ที่โรงเรียนพลตำรวจ บางเขน ซึ่งปรับเป็นเรือนจำพิเศษสำหรับนักโทษการเมืองว่า ตนกำลังตรวจสอบว่าเป็นมติของใคร เพราะมีการอ้างว่าเป็นข้อเสนอของคณะกรรมการประสานงานและติดตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ(ปคอป.)สำหรับตนนั้นเห็นว่าความผิดที่มีเหตุผลในการจะแยกผู้ต้องหาออกมาในเรือนจำนี้ คือการทำความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่น การชุมนุมทางการเมืองแล้วถูกลงโทษว่าฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก. ก็ถือว่ามีเหตุผลที่จะแยกคนเหล่านี้ออกมา แต่ความผิดประเภทการก่อการร้าย การทำร้ายผู้อื่น การใช้อาวุธสงคราม การวางเพลิงเป็นความผิดทางอาญาทั่วไป ดังนั้นจึงอยากให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ทบทวนในเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นต่อไปจะเป็นปัญหามากขึ้น

                    ผู้สื่อข่าวถามว่า หากไม่มีการทบทวนจะกลายเป็นการสร้างคุกการเมืองไว้เพื่อให้คนเสื้อแดงมีอภิสิทธิ์เหนือผู้ต้องหาคนอื่น ๆ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าไม่ทบทวนก็จะกลายเป็นสองมาตรฐาน และทางคอป.ควรต้องแสดงความเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ใช่เจตนาของคอป.หรือไม่ เพราะเรื่องนี้มาจากปคอป.อีกทีหนึ่ง ดังนั้น คอป.ต้องชี้แจงให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นก็อาจถูกอ้างไปเพื่อเป็นประเด็นทางการเมืองได้

                    “ถ้ารัฐบาลยังทำเช่นนี้ นอกจากจะไม่สามารถนำบ้านเมืองไปสู่ความปรองดองได้แล้ว วันข้างหน้า บ้านเมืองก็จะมีแต่ความวุ่นวาย ใครอยากได้อะไรทางการเมืองก็ไม่ต้องคำนึงถึงกฏหมาย แล้วอ้างว่าทุกอย่างเป็นความผิดทางการเมือง ผมเห็นด้วยว่าควรมีอิสระการแสดงออกทางการเมืองได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของกฏหมาย ซึ่งนายกฯยังไม่เคย ส่งสัญญาญที่จะให้เกิดความปรองดองในประเทศตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งที่หลายเรื่องสามารถพูดคุยกับผู้ที่สนับสนุนตัวเองได้ ถ้านายกฯตัดสินใจแสดงออกส่งสัญญาณตั้งแต่ต้น ปัญหาก็จะไม่เกิด” นายอภิสิทธิ์ กล่าว