
การเมืองหลังจากต้นเดือนธันวา
การเมืองหลังจากต้นเดือนธันวา : ประชาธิปไตยฯที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
ตอบไปเลยครับว่าหนักแน่นอน แม้ว่าคุณยิ่งลักษณ์จะเอาตัวรอดจากงานพิธีวันเฉลิมฯ ได้ แต่ก็ร่อแร่เต็มที ทั้งในกรณีเฟซบุ๊กล่าสุด และกรณีโชว์ที่กำแพงวังนั่นแหละครับ
ด้วยเงื่อนไขในด้านเวลา จะทำให้เรื่องราวของการเมืองไทยนำไปสู่ความเป็นจริงมากขึ้น
ความจริงของการอยู่ร่วมกันไม่ได้ของความขัดแย้งที่คุกรุ่นอยู่ในสังคมไทย
จนบางทีผมก็แปลกใจว่าเรื่องราวต่างๆ มันเป็นปัญหาเฉพาะบุคคล เฉพาะกลุ่มคน หรือเป็นปัญหาในระดับโครงสร้างกันแน่
แต่ที่แน่กว่าแน่ คืองานนี้ไม่มีใครยอมใคร เพราะแม้ใครจะยอมใคร โครงสร้างมันก็บีบให้การยอมกันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้มาก
เห็นจะมีอยู่ทางเดียวคือการเผชิญหน้ากับความจริง
ความจริงของการรอมชอมกันไม่ได้ ก็เพราะสถาบันที่จะนำไปสู่การรอมชอมกันได้นั้นมีอยู่น้อยมาก ไม่มีสถาบันไหนที่จะทำให้เกิดการรอมชอมกันได้ ตราบเท่าที่ไม่สามารถหาข้อตกลงพื้นฐานและความไว้วางใจซึ่งกันและกันได้
เรื่องนี้จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย
พูดตรงๆ ก็คือ แม้ว่าระบอบนี้จะวางอยู่บนประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง แต่การแข็งขืนที่มาจากกลุ่มคนที่ไม่พอใจระบบเลือกตั้งนั้นมีอยู่มากจนน่าหวั่นใจ
ดังที่เห็นจากการคิดค้นวาทกรรมสารพัดที่จะลดทอนความสำคัญของการเลือกตั้ง
แน่นอนว่าการเลือกตั้งคงไม่ได้งดงามในระดับทฤษฎีซะขนาดนั้น แต่ถ้ามองในด้านตรงข้าม การเลือกตั้งที่ผ่านมาก็มีการกล่าวหาในเชิงการทุจริตน้อยกว่าทุกครั้ง (เอาเป็นว่าหลักฐานในการดำเนินคดีในระดับของการซื้อเสียงในท้องถิ่นมีอยู่น้อยกว่าทุกครั้งในแง่การรับรู้ของสาธารณะ)
และในด้านตรงข้าม การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กระทำในยุคที่ฝ่ายที่ได้รับชัยชนะไม่ได้ยึดกุมอำนาจรัฐ
ดังนั้นประเด็นที่แหลมคมในการต่อสู้เพื่อสกัดกั้นคนคนเดียวจึงเป็นการต่อสู้ที่กลายเป็นการรอมชอมกันไม่ได้เข้าไปทุกที เพราะคนคนนั้นเป็นเงื่อนไขเชิงอุดมการณ์ที่สำคัญมากในการต่อสู้
เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นการเลือกตั้งที่อิงกับประเด็นเรื่องอุดมการณ์ที่ชัดเจน และเป็นอุดมการณ์ที่สั่นคลอนระบบการเมืองเดิมที่วางอยู่บนการให้ร้ายกับระบบเลือกตั้ง เพราะระบบเลือกตั้งที่อยู่ในความจริงไม่ใช่ระบบที่สวยงามเหมือนระบบการเลือกตั้งในเชิงทฤษฎี โดยเฉพาะในทฤษฎีที่ว่าด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่องของผู้เลือกและผู้ได้รับเลือก
นอกจากนี้แล้ว ความหมายในแง่นี้ของอุดมการณ์มีลักษณะที่ลึกซึ้งกว่าความเข้าใจของคนทั่วไป เพราะว่าอุดมการณ์นั้นไม่ใช่แค่เรื่องของความคิด แต่อุดมการณ์จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อหรือสิ่งที่จับต้องได้เพื่อให้อุดมการณ์นั้นทำงาน
สิ่งที่ต้องคอยตั้งตาดูก็คือ เงื่อนไขของการล้มระบบเลือกตั้งในรอบใหม่นี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะดูไปแล้วเพียงแค่เงื่อนไขการทุจริตคอรัปชั่นที่น่าจะมีขึ้นอันเป็นปรกติของระบบเลือกตั้งนั้นไม่น่าจะเพียงพอ ด้วยว่าไม่มีโพลล์สำนักไหนเห็นว่าประชาชนจะรับไม่ได้กับการทุจริตถึงขั้นที่ล้มระบบนี้
ดังนั้นเงื่อนไขอื่นๆ จึงสำคัญกว่าเงื่อนไขทุจริต และก็คงหนีไม่พ้นเงื่อนไขในระดับอุดมการณ์
คำถามก็คือจะต้องมีคนอีกกี่คน จะต้องมีอีกวาทกรรมที่จะถูกใช้และสังเวยในสงครามอุดมการณ์ครั้งนี้อีกเท่าไหร่
โดยเฉพาะเมื่อสงครามอุดมการณ์นี้ไม่ใช่สงครามแค่ในระดับความคิด แต่เป็นสงครามที่มีรากฐานของการเปลี่ยนผ่านระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ในแง่นี้เรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรจะรีบต่อสู้ แต่ถ้าไม่ต่อสู้ การรอมชอมกันไม่ได้ก็จะอยู่ต่อไปกันอีกได้ไม่นานอยู่ดี
ในอีกด้านหนึ่ง ประเด็นท้าทายก็คือเมื่อการรอมชอมไม่ได้มันจะเกิดขึ้น นักรัฐศาสตร์จะออกแบบการเมืองในระยะเปลี่ยนผ่านอย่างไร ที่ทั้งรักษาดุลอำนาจของทุกฝ่าย และทำให้การรอมชอมกันไม่ได้ตกอยู่ภายใต้กรอบของการรอมชอมกันได้ในเรื่องที่รอมชอมกันไม่ได้
ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับประเด็นที่ว่า เราจะตกลงกันได้ไหมว่าเราจะเอาเรื่องที่รอมชอมกันไม่ได้มาลุยกันในกติกาที่รอมชอมกันได้



