ข่าว

'ไจก้า'พับแผนโครงการนิคมฯนำร่อง

'ไจก้า'พับแผนโครงการนิคมฯนำร่อง

07 ธ.ค. 2554

กยอ.เร่งสร้างความเชื่อมั่น เตรียมแจงนักลงทุนญี่ปุ่นให้เข้าใจ ดึงไม่ให้ย้ายฐานการผลิต ด้านไจก้าพับแผนนำร่องสร้างเขื่อนป้องกันนิคมน้ำท่วมถาวร "วรรณรัตน์" ยันทุกนิคมต้องสร้างกำแพงถาวร ทูตญี่ปุ่นยันธุรกิจขนาดใหญ่ไม่คิดย้ายฐานจากไทย

                  นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการประสานความร่วมมือและสร้างความมั่นใจกับภาคเอกชน คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เปิดเผยว่า ในเร็วๆ นี้ จะเชิญนักธุรกิจญี่ปุ่นมารับฟังความเห็น เนื่องจากน้ำท่วมครั้งนี้นักลงทุนญี่ปุ่นได้รับผลกระทบมาก ซึ่งจะต้องทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาและไม่ย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น โดยสิ่งที่นักลงทุนต้องการความชัดเจนคือ การวางแผนจัดการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
   
               นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการพบกับอุปทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ทางญี่ปุ่นได้แจ้งให้ทราบถึงกรณีที่ทางองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศ (ไจก้า) จะใช้ความช่วยเหลือก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมตัวอย่างให้แก่นิคมอุตสาหกรรมของไทย 1 แห่ง ภายในวงเงิน 500 ล้านเยน หรือประมาณ 200 ล้านบาท โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวเป็นการตัดสินใจของไจก้าเพียงฝ่ายเดียว ยังไม่ได้หารือกับตัวแทนของรัฐบาลญี่ปุ่น ดังนั้น จึงขอยกเลิกโครงการดังกล่าวออกไปก่อน ส่วนการช่วยเหลือทางเทคนิคและด้านวิชาการยังคงมีต่อไป
   
               "เรื่องความช่วยเหลือของไจก้าหากต้องยกเลิก ก็ได้ขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นทำหนังสือขอระงับโครงการดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรมาให้ชัดเจน เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการแถลงข่าวให้สาธารณชนได้รับทราบไปแล้ว" นพ.วรรณรัตน์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ในการป้องกันในระยะยาว ทุกนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมและนิคมที่ป้องกันไว้ได้อย่างนิคมอุตสาหกรรมบางชัน และลาดกระบัง ก็จะต้องลงทุนระบบก่อสร้างกำแพงถาวรและระบบป้องกันน้ำท่วมทุกแห่ง
   
               ด้านนายมาซาโตะ โอตากะ อัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย กล่าวว่า จากปัญหาน้ำท่วมในไทย ส่งผลกระทบต่อธุรกิจญี่ปุ่น ทั้งขนาด เล็ก กลางและใหญ่ เสียหายจำนวนมาก แต่ยืนยันว่าธุรกิจขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นจะไม่มีการย้ายฐาน เพราะยังเชื่อมั่นในประเทศไทย แต่รัฐบาลต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำและแผนการป้องกันที่ชัดเจนน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะรอบนิคมอุตสาหกรรมจะต้องมีคันป้องกันล้อมรอบที่มีศักยภาพ ซึ่งในส่วนของธุรกิจเอสเอ็มอี หากแผนบริหารจัดการน้ำไม่ชัดเจน ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าธุรกิจเหล่านั้นจะลงทุนในไทยต่อไปหรือไม่
   
               “การสร้างเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการน้ำของไทย มีความจำเป็น แต่ยืนยันไม่ได้ว่าจะช้าเกินไปหรือไม่ที่จะดำเนินการในช่วงนี้ เพราะปัญหาของการทำโครงการใหญ่ คือ การเวนคืน แต่หากโครงการต่างๆต้องใช้เวลานาน เครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำมีไม่เพียงพอ เมื่อรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรู้ว่าน้ำมีปริมาณที่มาก อาจควบคุมไม่ได้ ต้องแจ้งให้เกษตรกรในพื้นที่แก้มลิงงดเพาะปลูก โดยรัฐบาลต้องมีการจ่ายชดเชยให้" นายมาซาโตะ กล่าว