ข่าว

แนะกลุ่มเสี่ยง-ภูมิต่ำอย่าเพิ่งเข้าบ้าน

แนะกลุ่มเสี่ยง-ภูมิต่ำอย่าเพิ่งเข้าบ้าน

07 ธ.ค. 2554

สธ.แนะกลุ่มเสี่ยงและภูมิคุ้มกันต่ำอย่ากลับบ้านทันทีหลังน้ำลดเสี่ยงเกิด อันตรายจากสปอร์เชื้อรา หากแพ้รุนแรงอาจถึงขั้นช็อคเสียชีวิตได้ จัดโครงการ ฟื้นฟู กรุงเทพฯ รวมกันเราทำได้ เพื่อชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน 7-11 ธันวาคมนี้ “อานนท์” เผยน

                7ธ.ค.2554 นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากเชื้อราที่ขึ้นในบ้านที่ถูกน้ำท่วม ว่า สิ่งที่ห่วงคือสปอร์ของเชื้อราที่จะฟุ้งกระจายไปตามอากาศ หากไม่ใส่เสื้อผ้าและสวมหน้ากากอนามัยทับ 2 ชั้น แม้จะเป็นคนร่างกายแข็งแรงก็อาจเกิดโรค อย่างเช่นโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน และผื่นคันได้ ดังนั้นจึงขอแนะประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงร่างกายอ่อนแอทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้เป็นโรคภูมิแพ้ คนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่กินยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่กินยาต่อเนื่อง ผู้ป่วยวัณโรคและคนที่อ้วนมาก ไม่ควรกลับเข้าบ้านทันทีหลังน้ำลด ควรให้ผู้มีร่างกายแข็งแรงเข้าไปทำความสะอาดกำจัดเชื้อรา เปิดทางระบายอากาศในบ้านให้ได้ต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยย้ายกลับเข้าบ้านมิฉะนั้นอาจได้รับอันตรายจากการสูดสปอร์รา อาจทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ เช่นหลอดลมอักเสบ โชคร้ายอาจเกิดติดเชื้อในกระแสเลือด ผู้ที่เกิดแพ้รารุนแรงอาจถึงขั้นช็อคเสียชีวิตได้

               สำหรับวิธีกำจัดเชื้อราออกจากตัวบ้านและเสื้อผ้า อย่าใช้ผงซักฟอกในการแช่ ขัด ล้าง แต่ให้ใช้น้ำสบู่ น้ำยาล้างหรือผลมะกรูดแช่น้ำแทน จากนั้นให้ใช้ผงคลอรีน หรือน้ำยาอื่นๆที่มีส่วนผสมของคลอไลน์ หรือไฮโดรคลอไลน์ ก็สามารถใช้ฆ่าเชื้อราและเชื้อโรคต่างๆ ได้ จากนั้นต้องเปิดทางให้ลมและแดดสัมผัสจุดที่ต้องการกำจัดเชื้อราให้ได้มากที่สุด ไม่ควรปิดตายห้องต่างๆ จนอุณหภูมิขึ้นสูงกว่า 30 องศา เพราะจะทำให้เชื้อรากลับมาและขยายตัวมากขึ้น


 
กทม.จัดโครงการฟื้นฟูรวมกันเราทำได้7-11ธันวาคม



               แพทย์หญิงมาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ "ฟื้นฟูกรุงเทพฯ รวมกันเราทำได้ เพื่อชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน" บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้า ไอที สแควร์ เขตหลักสี่ โดยกล่าวว่า หลังจากกรุงเทพมหานครประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา มี 38 เขตที่ประสบภัยน้ำท่วม ในจำนวนนี้มี 12 เขตที่ประสบภัยน้ำท่วมในระดับรุนแรง ส่งผลให้ต้องประกาศเป็นเขตอพยพ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์น้ำเริ่มดีขึ้น และคาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งปัญหาอุทกภัยดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และจิตใจของชาวกรุงเทพมหานครเป็นอย่างมาก ดังนั้นกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานพัฒนาสังคม จึงได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟู และบรรเทาความเดือนร้อนของผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ที่ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่อพยพ โดยจัดกิจกรรมเยียวยา และให้บริการด้านต่างๆ ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยจำนวน 2 รอบ จัดนำร่องรอบแรก 6 เขต ได้แก่ เขตหลักสี่ ณ ศูนย์การค้าไอที สแควร์ เขตภาษีเจริญ ณ สำนักงานเขตภาษีเจริญ เขตคลองสามวา ณ โรงเรียนบางชัน เขตมีนบุรี ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เขตจอมทอง ณ วัดหนังราชวรวิหาร และเขตหนองจอก ณ ห้างสรรพสินค้าโลตัส ระหว่างวันที่ 7-11 ธันวาคม นี้ ตั้งแต่เวลา 11.00 น.-20.00 น.

               ส่วนรอบ 2 อีก 6 เขต จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 ธันวาคม 2554 ได้แก่ เขตคันนายาว เขตบางกอกน้อย เขตบางแค เขตทวีวัฒนา เขตสายไหม และเขตหนองแขม



   “อานนท์”เผยน้ำค้างกรุง 8 พันล้านลบ.ม.
 

               ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ในส่วนของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 324,200,700 บาท โดยมีนายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.สทอภ.มาชี้แจงถึงการบริหารจัดการน้ำในช่วงวิกฤตน้ำท่วม

               นายอานนท์ กล่าวว่า มวลน้ำล่าสุดโดยประมาณตอนนี้เมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา พบว่า มีน้ำคงค้างทั้งหมดตั้งแต่ภาคกลางตอนบนจนถึงกรุงเทพมหานคร(กทม.) ประมาณ 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยครึ่งหนึ่งค้างอยู่ในทุ่งที่ต้องเก็บไว้ในการทำการเกษตร และอีกส่วนไหลลงมาตามลำคลองในระบบ ดังนั้นน้ำเหล่านี้จะไม่ใช่น้ำที่หลากเข้ามา ส่วนน้ำที่จะหลากเข้ามาจริงๆแล้วแทบไม่มีแล้ว

               ทั้งนี้ ในการคำนวณมวลน้ำใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเป็นหลัก และคาดการณ์ความลึกของน้ำจากสถานีวัดระดับน้ำของกรมชลประทาน โดยยอมรับว่าอาจมีความผิดพลาดบ้าง และเราได้รับบทเรียนจากการทำงานในครั้งนี้ ซึ่งได้มีการพูดคุยกับกรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน เพื่อให้ในปี 2555 มีการทำงานร่วมกันเพื่อให้มีการประเมินได้ดีขึ้น

               ล่าสุดตอนนี้น้ำส่วนใหญ่ในฝั่งตะวันออกของ กทม.ลดลงเกือบทั้งหมดแล้ว และเมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันน้ำท่วม กทม.และปริมณฑลรุนแรงที่สุด เรามีพื้นที่น้ำท่วม 2.7ล้านไร่ แต่ตอนนี้เหลือเพียงประมาณ 1ล้านไร่ เท่ากับว่าผ่านไปประมาณ 1 เดือนเราสามารถลดปริมาณน้ำออกไปได้เป็นจำนวนมาก และ 1 ล้านไร่ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นาและทุ่งโดยเฉพาะฝั่งตะวันตก ด้านฝั่งตะวันออกเหลือพื้นที่น้ำท่วมน้อยมากแล้ว เพราะสามารถระบายน้ำออกทางแม่น้ำบางปะกงได้เร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ และเลี้ยงน้ำไม่ให้เข้ามาในพื้นที่ลาดกระบังและสนามบินสุวรรณภูมิ

               "ฝั่งตะวันตกเรามีปัญหาน้ำหลากเข้ามาในพื้นที่จำนวนมากโดยมากกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)ได้ใช้ระบบเรดาร์ติดตามพบว่าปีนี้ฝั่งตะวันตกเป็นปีที่เคยมีน้ำมากกว่าที่เคยมีเป็นประวัติการณ์ และน้ำจำนวนมากที่เข้ามากนั้นเกินระบบศักยภาพของคูคลองที่จะรับได้ ทำได้เฉพาะหน้าแค่การใช้ระบบสูบน้ำเพิ่มเติมเท่านั้นเพราะระบบประตูระบายน้ำและคันกั้นน้ำไม่สมบูรณ์ทำให้การจัดการน้ำฝั่งดีทำได้ไม่มีเท่ากับฝั่งตะวันออก ดังนั้น ระยะยาวคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) ต้องมีการจัดวางโครงสร้างการจัดการทำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกและตะวันออกใหม่" นายอานนท์ กล่าว
     
               นายอานนท์ กล่าวอีกว่า คาดว่าในระยะยาวหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมได้คลี่คลายแล้วจะทำให้เกิดกรณีที่ประชาชนจำนวนมากต่างคนต่างสร้างพนังกั้นน้ำและถมที่ดินให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำท่วม ซึ่งในส่วนนี้ กยน.กำลังจะมีมาตรการระยะเร่งด่วนเพื่อให้การดำเนินการที่มีมาตรฐานเพื่อมากำหนดหลักเกณฑ์ในการดำเนินการโดยจะยึดตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมเป็นหลักนอกจากนี้จะใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย


น้ำท่วมฉุดธุรกิจเกิดใหม่พ.ย.ลด38%



               นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ยอดการจดทะเบียนธุรกิจเดือนพ.ย.2554 มีผู้ประกอบธุรกิจขอจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เป็นนิติบุคคล ประเภทห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัดทั่วประเทศจำนวน 2,940 ราย แบ่งเป็นจัดตั้งในกรุงเทพฯ  1,046  ราย ส่วนภูมิภาค 1,894  ราย โดยเทียบกับเดือนพ.ย.2553 ลดลง 38% หรือลดลง  1,818  ราย และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนต.ค.2554 ลดลง 16% หรือลดลง 583  ราย  ส่งผลให้ยอดจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) 2554 มีจำนวน 52,853 ราย เพิ่มขึ้น 10% เทียบกับการจัดตั้งช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 47,664 ราย
   
               ขณะที่ เงินทุนจดทะเบียนธุรกิจใหม่เดือนพ.ย. 2554 มีมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท โดยนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป 299 ราย  รองลงมาบริการนันทนาการ 236  ราย อสังหาริมทรัพย์ 174 ราย
   
               สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกทั่วประเทศ ในเดือน พ.ย.2554 มีจำนวน 1,020 ราย แบ่งเป็นกรุงเทพ 391 ราย ภูมิภาค 629  ราย  เมื่อเทียบกับเดือนพ.ย.2553 จดทะเบียนเลิกเพิ่มขึ้น 54% หรือเพิ่มขึ้น 662 ราย และเมื่อกับเดือนต.ค.2554 เพิ่มขึ้น 25% หรือเพิ่มขึ้น 210 ราย ส่งผลให้ยอดรวมจดทะเบียนเลิก 11 เดือน ปี 2554  มี 6,691  ราย เพิ่มขึ้น 21% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ที่มีจำนวนจดทะเบียนเลิก 1,180  ราย
   
               ส่วนประเภทธุรกิจที่มีนิติบุคคลจดทะเบียนเลิกสูงสุด  3 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป 101 ราย อสังหาริมทรัพย์  59  ราย บริการด้านธุรกิจอื่น  30  ราย ส่งผลให้ขณะนี้มีจำนวนห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญ บริษัทจำกัดคงอยู่ทั่วประเทศมี 507,637  ราย  และบริษัทมหาชนคงอยู่ 918 ราย รวมนิติบุคคลอยู่ทั่วประเทศทั้งสิ้น  508,555   ราย      
   
               นายศิริวัฒน์ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ยอดจัดตั้งธุรกิจใหม่ลดลง และมีการยกเลิกจดทะเบียนเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยเฉพาะใน กรุงเทพฯ ปริมณฑล และพื้นที่ภาคกลาง ทำให้ไม่สามารถมาจดทะเบียนได้ แต่คาดว่าหลังจากนี้ตั้งแต่ไตรมาสแรกถึงไตรมาสสองปีหน้า ยอดการจัดตั้งน่าจะมีเพิ่มขึ้น รวมทั้งธุรกิจที่มีการเพิ่มทุนตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นต่อมาตรการของรัฐ