
ชงยืดหนี้แก้ปัญหาอุตฯเงินขาดมือชี้รัฐต้องใช้นโยบายผ่อนปรน-อุตฯไฟฟ้าหวังไตรมาส3ดีขึ้น
"ชาญชัย"เตรียมเสนอยืดชำระหนี้ให้ภาคอุตสาหกรรม แก้ปัญหาสภาพคล่อง ชี้ช่วงวิกฤติรัฐต้องดำเนินนโยบายแบบผ่อนปรน อุตฯ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มองเศรษฐกิจใกล้ฟื้น คาดไตรมาส 3 ยอดส่งออกกระเตื้อง หนุนยอดติดลบแค่ 20-30%
นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการสัมมนาเรื่อง "ผู้ประกอบการไทยอยู่รอดได้อย่างไรภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ" ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับแจ้งจากผู้ประกอบการว่ามีปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งกระทรวงจะเสนอที่ประชุมครม.เศรษฐกิจ เพื่อหาแนวทางยืดระยะเวลาการชำระหนี้ให้นานขึ้น โดยในภาวะปัจจุบันรัฐจะต้องดำเนินนโยบายแบบผ่อนปรน ซึ่งกระทรวงมีกลไกการช่วยหลือเรื่องสภาพคล่องผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) โดยเฉพาะ ธพว.ที่มีการตั้งวงเงินช่วยเหลือไว้หลายโครงการ
ทั้งนี้ วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก เช่น อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 2.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบปานกลาง เช่น อุตสาหกรรมพลาสติก เคมี 3.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อย เช่น อุตสาหกรรมเกษตร อาหาร อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ประกอบการจะอยู่รอดได้ ต้องมีการปรับตัวในด้านการตลาด การผลิตและการเงิน
นายขัติยา ไกรกาญจน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายกสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ส.อ.ท.ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจโลกว่าฟื้นตัวขึ้นบ้างแล้ว ดังนั้น เชื่อว่าการส่งออกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไตรมาส 3 ปีนี้ จะดีกว่าไตรมาส 1 และ 2 แต่ต้องรอดูว่าไตรมาส 4 เศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมต่างๆ จะฟื้นตัวจริงหรือไม่ หากฟื้นตัวจริง จะทำให้อุตสาหกรรมติดลบเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 20-25% จากเดิมที่คาดไว้จะติดลบมากกว่า 30-40%
"การติดลบระดับ 20-25% ถือว่าพอรับได้ แต่ก็ไม่อยากให้สถานการณ์การเมืองกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เพราะจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศมีปัญหา จึงอยากให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมาอีกมากมาย" นายขัติยากล่าว และว่า หากดูภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้าฯ ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2551 การส่งออกอยู่ในเกณฑ์ดี แต่หลังจากไตรมาส 3 จนถึงไตรมาส 1 และ 2 ปีนี้ค่อนข้างได้รับผลกระทบมาก โดยเกิดจากปัจจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้แต่ละไตรมาสติดลบมากกว่า 30-40%
ดังนั้น กลุ่มอุตสาหกรรมนี้จึงจำเป็นต้องปลดคนงานกว่า 2-3 หมื่นคน ซึ่งคนงานในกลุ่มนี้มีถึง 5-5.3 แสนคน ซึ่งขณะนี้คนงานในอุตสาหกรรมนี้ลดเหลือประมาณ 4.9-5 แสนคน และปีนี้จากที่ได้สอบถามบริษัทต่างๆ จะยังไม่เปิดรับคนงานใหม่ แต่เชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว จะเปิดรับพนักงานใหม่เพิ่มใกล้เคียงกับช่วงที่มีการปรับลด และคาดว่าจะเริ่มเปิดรับได้ช่วงต้นปี 2553 เป็นต้นไป



