ข่าว

ข้อคิดหลังน้ำลด

ข้อคิดหลังน้ำลด

07 ธ.ค. 2554

ข้อคิดหลังน้ำลด : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

                หลังจากอยู่ในอาการเครียดกับเรื่องน้ำท่วมมาร่วมครึ่งปี ตอนนี้สถานการณ์โดยทั่วไปก็ค่อยคืนสู่ปกติเมื่อน้ำลดลง และคนไทยก็มีกิจกรรมใหม่ในการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมขัง ซึ่งหลายแห่งจัดเป็นงานช้าง ทั้งจากความเสียหายที่ได้รับ การเก็บกวาดทำความสะอาด และการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวบ้าน บริเวณบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์และอื่นๆ ซึ่งในตอนที่ซื้อหาข้าวของเหล่านี้เข้าบ้าน ก็ค่อยเป็นค่อยไปทีละชิ้นสองชิ้น และอาจจะใช้เวลาในการสะสมเป็นปีๆ แต่เมื่อถึงคราวไป ก็พร้อมใจกันไปแบบยกทีม ซึ่งกลายเป็นภาระใหญ่ที่น่าหนักใจอย่างยิ่ง สำหรับเจ้าของบ้านหลายหมื่นหลายแสนหลัง
   
                มีผู้ตั้งคำถามว่า การที่น้ำท่วมใหญ่ในเมืองไทยครั้งนี้เป็นการเอาคืนของธรรมชาติหรือไม่? เรื่องนี้ก็คงแล้วแต่จะคิดกันครับ ทั้งการลงโทษของฟ้าดิน อิทธิพลของดวงดาว หรือการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ แต่ผมคิดว่า น่าจะเป็นเรื่องการปรับตัวของธรรมชาติตามความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งหากเราย้อนกลับไปมองสภาพของโลกจากเมื่อหลายล้านปีก่อนจนถึงปัจจุบัน เราก็จะพบว่าโลกมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา จากแผ่นดินที่ติดต่อกันเป็นผืนใหญ่ ก็ปริแยกออกเป็นทวีป จากทะเลก็กลายเป็นที่ราบชายฝั่ง จากภูเขาใต้ทะเลก็กลายเป็นเกาะแก่ง และก็มีฝนตกหนัก น้ำแข็งละลาย แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน และตอนนี้โลกก็กำลังปรับตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้อยู่รอดในสภาพของดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนไป ซึ่งหากเราเข้าใจโลก เราก็คงจะทำความเข้าใจ
   
                ความเป็นไปของโลก และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกและในบ้านเรา โดยไม่กล่าวโทษโลกหรือธรรมชาติ และไม่วุ่นวายกับการสะเดาะเคราะห์จนเกินการณ์
   
                ย้อนกลับมาดูตัวของเราเองอีกครั้ง ผมเชื่อว่าน้ำท่วมคราวนี้คงทำให้เราได้ข้อคิดหรือเกิดความคิดใหม่ๆ หลายเรื่อง เรื่องแรกก็คือความไม่เที่ยงแท้ของสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน รถรา หรือของสะสม ที่ต่อให้ดีเพียงไรหรือราคาแพงเพียงไร ก็สามารถเสียหายหรือพังพินาศลงได้ เรื่องที่สองก็คือสิ่งต่างๆ ที่เราเคยนึกว่าเราเป็นเจ้าของหรือเป็นของเรานั้น จริงๆ แล้ว เราก็ไม่สามารถหอบหิ้วเอาไปด้วยหรือป้องกันของเหล่านั้นได้ บางคนหนีน้ำออกมากับกระเป๋าเสื้อผ้าใบเดียว บางคนก็ต้องลอยคอออกมาแต่ตัว และประจักษ์แจ้งว่าเมื่อถึงคราวคับขันแล้ว
   
                สิ่งที่ทุกคนปรารถนาไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง หากเป็นแค่ความปลอดภัยของชีวิตของตนเองและคนใกล้ชิดเท่านั้น ดังนั้น หลังน้ำลด เราจึงควรต้องปรับตัวเอง ปรับความคิด ปรับทัศนคติ และปรับการดำเนินชีวิตเสียใหม่ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ของโลก และสังคม
   
                น้ำท่วมคราวนี้ คงทำให้เราได้มองเห็นอย่างชัดเจนว่า อะไรคือสิ่งที่จำเป็นและอะไรคือสิ่งที่เกินความจำเป็น อะไรคือสิ่งที่เราต้องการและอะไรคือสิ่งที่เกินความต้องการ ถ้ามองในแง่ดี น้ำท่วมก็เป็นโอกาสให้เราได้สะสางบ้านช่องและชีวิตของเราเสียใหม่ ได้โละสิ่งที่สุมๆ กองๆ อยู่ออกไป ได้ทำความสะอาดบ้านและจิตใจครั้งใหญ่ รวมทั้งได้เริ่มต้นก้าวใหม่ไปในทิศทางที่ถูกต้อง
   
                ผมค่อนข้างจะมีความเชื่อว่า ต่อนี้ไปเราคงต้องเผชิญกับการปรับตัวของธรรมชาติไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะถี่ขึ้นและหนักหน่วงขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วม ที่เวลานี้แผ่นดินซึ่งถูกน้ำท่วมขังมีความอิ่มน้ำสูง หากเกิดฝนตกหนักมาอีกในช่วงปีหน้า แม้ปริมาณน้ำจะน้อยกว่าปีนี้ แต่แผ่นดินก็คงไม่สามารถซึมซับน้ำได้มากนัก และต่อไปนี้น้ำก็คงจะหาเส้นทางในการไหลได้เอง ซึ่งหากคนยังไม่สามารถบริหารจัดการได้ทันการณ์ ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์เช่นปีนี้ขึ้นอีก
   
                คนไทยเราเป็นชาติที่ลืมง่าย และพอน้ำลดก็เป็นช่วงเทศกาลต่างๆ ตั้งแต่คริสต์มาส ปีใหม่ ตรุษจีน วาเลนไทน์ ยันสงกรานต์ ซึ่งถึงตอนนั้น หลายคนก็คงจะเลือนๆ ความลำบากลำบนเรื่องน้ำท่วมไปเรียบร้อยแล้ว และอาจจะรำลึกได้อีกทีก็ตอนน้ำท่วมครั้งใหม่ ซึ่งอาจจะไม่นานเกินรอหรอกครับ