ข่าว

'ธาริต'รับ'อริสมันต์'เข้ามอบตัว7ธ.ค.

'ธาริต'รับ'อริสมันต์'เข้ามอบตัว7ธ.ค.

06 ธ.ค. 2554

"ธาริต" รับ "อริสมันต์" ประสานขอมอบตัว 7ธ.ค. 10 โมงเช้า สู้คดีตาม 5 หมายจับ ดีเอสไอโยนอัยการพิจารณาเรื่องประกันตัว

               6ธ.ค.2554 นายธาริต เพ็งดิษฐ  อธิบดีดีเอสไอ กล่าวยอมรับว่าได้รับการประสานจากนายอริสมันต์  พงษ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายตามหมายจับศาลอาญาว่า จะเข้ามอบตัวต่อดีเอสไอในวันที่ 7 ธ.ค.เวลา  10.00 น. ซึ่งหลังจากทำประวัติ ผู้ต้องหาแล้วดีเอสไอจะส่งนายอริสมันต์ให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษทันที เนื่องจากสำนวนคดีของนายอริสมันต์ ดีเอสไอได้สรุปไปให้อัยการทั้งหมดแล้ว


               ทั้งนี้มีรายงานข่าวจากชุดสอบสวนคดีก่อการร้าย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า นายอริสมันต์ได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวต่อดีเอสไอ เพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม โดยนัดเข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอในวันที่ 7 ธ.ค. เวลา 10.00 น. ซึ่งหลังสอบประวัติ ถ่ายรูป พิมพ์ลายนิ้วมือ ดีเอสไอจะนำตัวนายอริสมันต์ส่งให้พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษทันที เนื่องจากทุกสำนวนคดีที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับนายอริสมันต์นั้น ดีเอสไอได้นำส่งให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษทั้งหมดแล้ว และการที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวจึงต้องส่งตัวให้อัยการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาว่าจะได้รับการประกันตัวหรือไม่


               รายงานข่าวเปิดเผยว่า นายอริสมันต์ ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอุกฉกรรจ์ถึง 5 คดี ศาลอาญาอนุมัติหมายจับรวม 5 หมาย คือ คดีบุกอาคารรัฐสภา บุกสถานีดาวเทียมไทยคม คดีก่อการร้าย คดีปล้นอาวุธปืนจากทหาร และจี้บังคับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่โรงแรมเอสซีปาร์ค ถนนพระรามเก้า โดยหลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มนปช.เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 53 นายอริสมันต์ได้หลบหนีจากหน้าเวทีปราศรัยที่แยกราชประสงค์และต่อมาได้หลบหนีไปอยู่ประเทศกัมพูชา


               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะคณะกรรมการ คอป.ได้ออกมาระบุตามแนวทางปรองดองของคอป.หลังจากนางดารณี กฤติบุญญาลัย ผู้ต้องหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและได้รับการประกันตัว แต่รายของนายอริสมันต์ ที่โดนคดีร้ายแรงซึ่งปลัดกระทรวงยุติธรรมชี้แจงเพียงว่า คงต้องมาดูในรายละเอียดว่า เนื้อหาหรือเจตนาในการดำเนินการต่างๆ และความเหมาะสมตามหลักกฎหมาย คอป.ไม่ได้ระบุกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นเรื่องทั่วไปที่ยึดตามกรอบกฎหมาย หลักนิติธรรม และสิทธิพื้นฐานของบุคคลและดูถึงการลงโทษให้เหมาะสมกับพฤติกรรมเป็นหลัก ซึ่งก็ยังไม่ได้ระบุว่าจะทำเรื่องใดก่อนหลัง