
ก.แรงงาน เอาใจลูกจ้างเร่งตั้งกองทุนช่วยคนถูกเลิกจ้าง
กระทรวงแรงงานเอาใจลูกจ้าง เร่งตั้งกองทุนช่วยคนถูกเลิกจ้าง ชง 2 แนว รัฐจัดเงิน 4 พันล้านประเดิม-เก็บเงินสมทบลูกจ้างนายจ้างตามความเสี่ยง เตรียมเสนอตั้ง คกก.ศึกษาสรุป ชี้พิษวิกฤติเศรษฐกิจทำคนไทยในต่างแดนตกงานแล้วเกือบพันคน ขณะที่ลูกจ้างรอลุ้น "อภิสิทธิ์" ฟั
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่กระทรวงแรงงาน นายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้สั่งการให้ กสร.เร่งศึกษาจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงให้แก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องเร่งด่วนของลูกจ้างในวันแรงงานแห่งชาติที่ผ่านมา ขณะนี้มีความคืบหน้าพอสมควร โดยจากการศึกษาเบื้องต้นประกอบด้วย 2 แนวทาง คือ จัดตั้งกองทุนโดยการจัดเก็บเงินสมทบจากลูกจ้าง นายจ้าง ตามอัตราความเสี่ยง และเสนอให้รัฐบาลนำเงินประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงให้แก่ลูกจ้าง หลังจากนั้นเมื่อภาวะวิกฤติสิ้นสุดลงก็จะเรียกเก็บเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อประโยชน์ระยะยาว
“เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่เรากำลังเร่งศึกษา ถ้าเป็นแนวทางที่ 2 อาจจะเร็วหน่อย เราประมาณการไว้ว่าจะมีคนเสี่ยงที่จะตกงานและไม่ได้รับค่าชดเชยจากนายจ้างประมาณ 2 แสนคน ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะต้องมีเงินไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาท จึงจะครอบคลุม แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้คงต้องขึ้นอยู่กับระดับนโยบายว่าจะดำเนินการในรูปแบบไหน ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าจะเสนอให้นายไพฑูรย์แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาการจัดระบบและสรุปแนวทางการจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงลูกจ้าง ซึ่งคณะกรรมการต้องประกอบด้วยตัวแทนจากกระทรวงการคลัง ตัวแทนจากสำนักงบประมาณ ตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ประกันความเสี่ยง ฯลฯ” นายอาทิตย์ กล่าว
นายอาทิตย์ กล่าวอีกว่า การดำเนินการจัดตั้งกองทุนนั้นอาจต้องใช้เวลาในการศึกษาระยะหนึ่ง หลังจากนั้นจะต้องนำเสนอต่อที่ประชุมกระทรวงเห็นชอบ นำเสนอสู่การร่างกฎหมายของรัฐบาล และเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกาศใช้ต่อไป สำหรับโครงสร้างบริหารกองทุนนั้น จะต้องประกอบด้วยคณะกรรมการซึ่งมาจากไตรภาคี คือ ลูกจ้าง นายจ้าง และข้าราชการ เหมือนระบบไตรภาคีด้านแรงงานอื่นๆ
นายพิชัย เอกพิทักษ์ดำรง อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ได้รับข้อมูลจากสำนักงานแรงงานไทยในต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน ว่าตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2552 มีแรงงานถูกเลิกจ้างในไต้หวัน 415 คน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 220 คน และฮ่องกง 15 คน ในจำนวนนี้มีบางรายถูกเลิกจ้างเพราะทำงานครบตามสัญญาจ้าง ไม่ได้เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจ และต้องยอมรับว่าวิกฤติเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานไทยในต่างประเทศพอสมควร แต่ก็มีบางประเทศที่ยังมีความต้องการนำเข้าแรงงานไทย เช่น แอฟริกาใต้ อิสราเอล
นายชัยสิทธิ์ สุขสมบูรณ์ คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ฝ่ายลูกจ้าง กล่าวถึงกรณีการลดเงินสมทบให้ลูกจ้าง นายจ้าง ฝ่ายละร้อยละ 2 ว่า ขณะนี้ความหวังของการล้มเลิกการลดเงินสมทบฝ่ายลูกจ้างและนายจ้าง ฝ่ายละร้อยละ 2 อยู่ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเท่านั้น และจะรอดูผลการประชุม ครม. ในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ ว่านายอภิสิทธิ์จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร
“เท่าที่ตัวแทนกลุ่มแรงงานได้ขอเข้าพบนายอภิสิทธิ์เมื่อวันแรงงานแห่งชาติที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ ได้รับปากกับเราว่าจะดูเรื่องนี้ให้ เพราะท่านพิจารณาเห็นว่าขนาดฝ่ายค้านเองก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางลดเงินสมทบ เนื่องจากเพราะเกษตรกร แรงงานนอกระบบ ไม่ได้ประโยชน์กับเงินสมทบที่ลดลงเลย” นายชัยสิทธิ์ กล่าว
นายชัยสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า จำนวนเงินที่เกิดจากการลดเงินสมทบฝ่ายลูกจ้างเพียงร้อยละ 2 ไม่ได้ช่วยกระตุ้นการบริโภค และทำให้เกิดกำลังซื้อได้ เพราะเป็นจำนวนเงินที่เล็กน้อย เมื่อเทียบกับโครงสร้างค่าจ้างขั้นต่ำที่ยังถูกกด ทำให้แรงงานไม่มีเงินมาซื้อของได้ แต่หากจะลดเงินสมทบจริงๆ ก็มีความเห็นว่าควรที่จะลดให้ฝ่ายลูกจ้างร้อยละ 4 เพราะจะทำให้ลูกจ้างมีเงินมากพอที่จะนำมาใช้จ่าย เพื่อทำให้ยอดออเดอร์การสั่งสินค้าสูงขึ้นได้



