
'บางระกำโมเดล'ไร้วี่แวว ชาวบ้านรอไม่ไหวหันพึ่งตนเอง
รายงานพิเศษวันจันทร์ : 'บางระกำโมเดล'ไร้วี่แวว ชาวบ้านรอไม่ไหวหันพึ่งตนเอง-ทำนาเร็วขึ้น
จากปัญหาการบริหารจัดการน้ำที่ขาดประสิทธิภาพ จนทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของไทยนั้น นำมาซึ่งนโยบายของรัฐบาลที่จะลงทุนด้านน้ำอีกหลายแสนล้านบาท และพยายามหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยขึ้นอีก หนึ่งในนั้นคือ แนวคิด "บางระกำโมเดล" จ.พิษณุโลก ซึ่งถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่น้ำท่วมสูง โดยอาจมีการสร้างเขื่อน 1-2 เขื่อน เพื่อบรรเทาภาวะน้ำท่วมและภัยแล้ง และหาพื้นที่ทำแก้มลิง 2 แห่งเพื่อรองรับน้ำ โดยพื้นที่ดังกล่าวสามารถใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาร่วมด้วย ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการผลักดันให้บางระกำโมเดลเกิดขึ้นได้ภายในปี 2555 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนและน่าจะส่อไปทางล้มเลิกโครงการแล้วด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้แนวทางการป้องกันน้ำท่วมของ จ.พิษณุโลกยังไม่ชัดเจนนั้น ตอนนี้พบว่าสถานการณ์เกือบเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ทำให้จังหวัดเริ่มเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูทั้งอาคารบ้านเรือนและเกษตรกรที่ถือว่าได้รับความเสียหายหนัก นอกจากภาครัฐแล้วธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งในการทำหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือเยียวยาและสำรองจ่ายเงินชดเชยความเสียหายของพืชผลทางการเกษตร นำร่องที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก จำนวน 420 ล้านบาท เกษตรกร 7,803 ราย ส่วนประมงจ่ายเงินชดเชยรวม 633 รายประมาณ 4 ล้านกว่าบาท
จากการลงพื้นที่และรับฟังเสียงสะท้อนของชาวบ้านที่บางระกำ "ธนู เฝ้าทรัพย์" ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านชุมแสงสงคราม หนึ่งใน 11 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างหนักในครั้งนี้ ระบุว่า ครอบครัวของตนทำนา 50 ไร่ ปีที่ผ่านมาไม่ได้รับความเสียหายมากเหมือนปีนี้ ซึ่งนาถูกน้ำท่วมทั้งหมด เพราะช่วงที่น้ำท่วมสูงสุดมีระดับน้ำถึง 6 เมตร
นาข้าวจมน้ำชาวนาแบกหนี้
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 เล่าว่า ช่วงน้ำหลากปกติน้ำจะท่วมเฉพาะพื้นที่ตอนล่างของบางระกำ แต่มาปีนี้น้ำท่วมมาถึงพื้นฝั่งตอนบน และระดับน้ำสูงมาก ทำให้แม้ว่าจะมีการเตรียมตัวในระดับหนึ่งยังไม่เพียงพอ โดยหลายครัวเรือนจะป้องกันบ้านและเครื่องมือทำมาหากิน เช่น รถไถ ไว้ได้ แต่อีกจำนวนไม่น้อยที่เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ไม่ทัน ส่วนนาข้าวนั้น คงไม่สามารถป้องกันได้และได้รับความเสียหายทั้งหมด
"คนในพื้นที่รู้อยู่แล้วว่าบางระกำจะปัญหา เวลาแล้งก็แล้งจัด หน้าฝนน้ำหลากและท่วมทุกปี และการทำนาจะพึ่งพาน้ำฝนอย่างเดียวหากไม่เพียงพอก็เจาะบ่อบาดาล หรือหากน้ำไม่พอทำการเกษตรจะไปขอให้ทางกำแพงเพชรปล่อยน้ำในเขื่อนมาให้ทางแม่น้ำน่าน ซึ่งตามปกติจะเก็บเกี่ยวข้าวได้ทันก่อนน้ำมา คือประมาณเดือนกันยายนของทุกปี แต่มาปีนี้น้ำมาเร็วมาก ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน น้ำไหลท่วมสูงอย่างรวดเร็วและใช้เวลาเกือบ 4 เดือนกว่าจะลดลงจนเกือบเข้าสู่ภาวะปกติอย่างที่เห็น"
สำหรับลูกบ้าน หมู่ 6 ได้รับผลกระทบประมาณ 103 คน คิดเป็นพื้นที่การเกษตร 3,377 ไร่ ส่วนใหญ่ปลูกข้าว พริก อ้อย และใช้เงินลงทุนประมาณ 4 พันบาทต่อไร่ หากเก็บเกี่ยวข้าวและขายทัน 50 ไร่ก็จะได้ข้าว 40 ตัน ขายได้ราคาประมาณตันละ 9 พันบาทจะได้เงินประมาณ 3.6 แสนบาท แต่ในปีนี้สูญเงินไปทั้งหมด จึงเป็นหนี้ ธ.ก.ส.อยู่ประมาณ 4 แสนบาท หลังจากนี้คงต้องกู้เงินฟื้นฟูอาชีพกับ ธ.ก.ส.อีก 1 แสนบาท เพราะเงินชดเชยจากรัฐบาลไร่ละ 2 พันกว่าบาทนั้น ไม่เพียงพอและถือว่ายังโชคดีที่ธ.ก.ส.มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ถูกน้ำท่วมหนักในครั้งนี้เพิ่มเติมด้วย ทั้งการนำพันธุ์ปลามาให้เลี้ยงและผักมาให้ปลูกก่อนในช่วงที่ยังปลูกข้าวไม่ได้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เลี้ยงชีพไปก่อน
เดินหน้าพึ่งตัวเองทำนาเร็วขึ้น
ตัวแทนชาวบ้านให้ความเห็นถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำและการป้องกันน้ำท่วมในอนาคตของรัฐบาลว่า ไม่ว่าจะเป็นการใช้บางระกำโมเดล การสร้างเขื่อนแกร่งเสือเต้น หรืออื่นๆ นั้น ชาวบ้านบางระกำ พิษณุโลก พร้อมจะดำเนินการอยู่แล้ว แต่ขอให้รัฐบาลมีความชัดเจนในการทำโครงการ และไม่อยากให้มีเรื่อง "การเมือง" เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะจะนำมาซึ่งความวุ่นวาย เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่าอะไรดีไม่ดี หรืออะไรเป็นประโยชน์กับส่วนรวมแต่เมื่อโดนปั่นหัวก็มักจะมีเรื่องของการชุมนุม การประท้วงตามมา
สำหรับการเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในปีหน้านั้น ผู้ใหญ่บ้านให้ความเห็นว่า โครงการของรัฐไม่น่าจะเห็นเร็ววันนี้ หรือทันฤดูฝนปีหน้า ชาวบ้านที่นี่คงต้องพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก โดยอาจจะต้องอาศัยข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน เพื่อตรวจสอบดูว่าฝนจะมาเร็วเหมือนปีนี้หรือไม่ จะมีพายุมากน้อยแค่ไหนจะได้กะปริมาณน้ำถูก และที่สำคัญชาวนาอาจต้องเร่งทำนาให้เร็วขึ้นเพื่อเก็บเกี่ยวให้ทันก่อนน้ำจะหลากก็น่าจะดูแลรักษาหรือขายข้าวออกไปได้ทัน
"เราคงต้องพึ่งตัวเองก่อน ดูประสบการณ์ในปีนี้สิ่งที่ทำได้ง่ายคือ การปรับตัวโดยทำนาให้เร็วขึ้น จากเดิมจะเก็บเกี่ยวเดือนกันยายน ก็ต้องเร่งเป็นก่อนมิถุนายน ซึ่งปกติชาวนาที่นี่จะทำนาปีละ 2 ครั้ง แต่จะให้ลดลงเหลือปีละครั้งคงไม่ไหว ชาวบ้านคงมีรายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัว โดยหลังจากนี้ประมาณเดือนธันวาคม ก็น่าจะเริ่มลงมือทำนาหว่านได้ หลังจากนั้นคงเก็บเกี่ยวได้เดือนมีนาคมปีหน้า ซึ่งเป็นการปลูกชดเชยข้าวนาปรังที่เสียหายไป ส่วนข้าวที่ได้ส่วนใหญ่ก็จะขายเองไม่ได้เข้าโครงการจำนำ หากฝนตกก็ต้องรีบขายเพราะไม่มีลานตากข้าว ไม่มียุ้งฉาง"
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชาวบ้านบางระกำต้องการมากที่สุดคือ ขอให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนการขุดคลอง เพื่อกักเก็บน้ำจะได้ไม่ต้องไปเจรจาอ้อนวอนให้ทาง จ.กำแพงเพชรปล่อยน้ำ หรือขุดน้ำบาดาลมาใช้ ซึ่งไม่เพียงพอ แต่ต้องยอมรับว่ามีชาวบ้านบางกลุ่มไม่รับรู้ปัญหา และมีการบุกรุกทำให้การขุดคลองก็อาจจะมีปัญหาอีก ดังนั้น ต้องเป็นเรื่องระดับนโยบายจึงจะสำเร็จ
ธ.ก.ส.ลงพื้นที่ช่วยเหลือครบวงจร
ส่วนมาตรการช่วยเหลือของ ธ.ก.ส.นั้น นายมรกต พิธรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ยอมรับว่า ในปีนี้ ธ.ก.ส.มีมาตรการเพิ่มเติมจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาอุทกภัยรุนแรงกว่าปีก่อนๆ ทำให้นอกจากไร่นาพืชสวนจะเสียหายหมดแล้ว ยังรวมไปถึงอาคารบ้านเรือนและเครื่องมือประกอบอาชีพด้วย ดังนั้น การช่วยเหลือนอกจากที่เคยมีมาตรการตัดหนี้สูญ การพักชำระหนี้ งดคิดดอกเบี้ย 3 ปี และปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ยังมีสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูอาชีพรายละไม่เกิน 1 แสนบาท และสินเชื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตอีก 3 หมื่นบาท นอกจากนี้ ยังประสานพันธมิตร เช่น คูโบต้าเข้ามาซ่อมแซมรถไถนาให้ฟรีด้วย รวมถึงการประสานจัดหาเมล็ดพันธุ์ราคาถูก และปุ๋ย ยาฆ่าแมลงหากต้องการเริ่มปลูกข้าวรอบใหม่
"ปีนี้ ธ.ก.ส. คิดว่าทำอย่างไรให้เกษตรกรกลับมาดำรงชีวิตอยู่ได้ และกลับมาทำการผลิตได้อย่างปกติ จึงนำมาสู่โครงการซ่อม...สร้าง....เสริม คือ การซ่อมบ้านและเครื่องมือทำมาหากิน สร้างคือการสร้างรายได้ในช่วงสั้นๆ นี้ จากการเลี้ยงปลาปลูกผักขายและเสริมคือการให้เงินกู้ไปฟื้นฟูอาชีพทำนาโดยไม่ต้องกังวลกับหนี้เดิม"
สำหรับอ.บางระกำ จ.พิษณุโลกที่ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่และจัดกิจกรรมเป็นที่แรกนั้น เนื่องจากเป็นพื้นที่น้ำลดลงเกือบปกติแล้ว จึงเร่งเข้าสำรวจความเสียหายเพื่อช่วยเหลือลูกค้า โดย ธ.ก.ส. ได้เริ่มจ่ายเงินชดเชยแล้ว 420 ล้านบาท จำนวน 7,800 รายจากพื้นที่นาข้าวเสียหาย 2 แสนไร่ ขณะที่พิษณุโลกเสียหายรวม 6 แสนไร่
ส่วนทั่วประเทศสำรวจแล้วนาข้าวเสียหาย 5.3 ล้านไร่ เป็นลูกค้าธ.ก.ส. 5 ล้านกว่าไร่ จำนวน 4.3แสนครัวเรือน คิดเป็นมูลหนี้ 4.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 4 หมื่นกว่าล้านบาท ธ.ก.ส. จึงเตรียมเงินสินเชื่อไว้ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท แต่คาดว่าจะใช้เงินเพียงครึ่งเดียว เพราะแต่ละรายคงไม่ขอสินเชื่อเต็ม 1 แสนบาททุกราย อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ ธ.ก.ส.จะลงพื้นที่ให้บริการลูกค้าแบบครบวงจรทั้งซ่อมแซมเครื่องมือให้สินเชื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชอีก 45 จุดในภาคเหนือและ 315 จุดทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือลุกค้าเกษตรกรให้กลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ต่อไป



