
'สุเทพ'ยัน8ธ.ค.ให้ปากคำคดี13ศพ
“อดีตผอ.ศอฉ.” ยินดี ไปให้ปากคำ “บชน.” คดี13 ศพ 8ธ.ค.นี้ เผย จะพา “ทนาย” ไปด้วย กันโดนยัดเยียดเป็นผู้ต้องหา ไม่หวั่นถูกเช็คบิล รู้มีอำนาจ มั่นใจ ทำในกรอบของกม.-มีเจตนาดีต่อบ้านเมือง
วันที่ 3 ธ.ค.54 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง แถลงถึงกรณีการเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน ในคดีการเสียชีวิต 13 ศพ ในเหตุการณ์ความไม่สงบเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ในฐานะที่เคยเป็นอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ว่า หลังจากที่ตนส่งหนังสือขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำเป็นวันที่ 15 ธ.ค.ไปเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. แล้วปรากฎว่าทาง พ.ต.อ.สืบศักดิ์ พันธุ์สุระ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 ได้ส่งหนังสือตอบกลับมาว่า ขอให้ตนไปให้ชี้แจงภายในวันที่ 9 ธ.ค. เพราะเห็นว่าวันที่ 15 ธ.ค.ที่ขอไปเบื้องต้น ใกล้กับวันที่กฎหมายกำหนดว่าจะต้องทำการสอบสวนให้แล้วเสร็จ
นายสุเทพ กล่าวว่า หลังจากตนได้หนังสือดังกล่าวแล้วก็ได้ตอบกลับไปทันทีว่า จะขอเดินทางไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 8 ธ.ค. เวลา 14.00น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ ในการจะทำสำนวนให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทั้งที่ตนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปให้ปากคำก็ได้ เพราะในหนังสือที่เจ้าพนักงานสอบสวนส่งมาให้ตนเป็นการขอความร่วมมือไปให้ปากคำในฐานะพยาน แต่อย่างไรก็ตาม ตนจะเดินทางไปเพื่อแสดงให้เห็นว่าพร้อมจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
อดีตผอ.ศอฉ. กล่าวว่า ตนจะรวบรวมเอกสาร ข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในเวลาที่จำกัด เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนมีความตั้งใจ ที่ร่วมมือกับเจ้าพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ มีคนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการไปให้ปากคำมากมาย แต่ตนก็ยึดตามหนังสือที่ทางเจ้าหน้าที่แจ้งมาที่ต้องการให้ตนไปให้ปากคำในฐานะพยานที่มีผู้อ้างถึง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.53 ซึ่งตนจะไปให้การตามนี้ แต่หากนอกเหนือจากประเด็นนี้ ตนก็ยินดี ทั้งนี้ ตนและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันและไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร เพราะตั้งใจให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนทุกอย่าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า เกรงหรือไม่ว่าการไปให้ปากคำคนละวันกัน อาจจะมีปัญหาได้ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เราให้การตามความเป็นจริง พูดเรื่องจริงพูดคนละหน พูดคนละที พูดเมื่อไหร่ก็เหมือนกันทั้งนั้น ตนยังไม่ได้มีการปรึกษานักกฎหมายว่าจะใช้อะไรเป็นพยานได้บ้าง แต่หลังจากที่มีข่าวออกไปก็มีความสับสน เพราะคนบางคนในพรรครัฐบาลไปให้ข่าวทำนองว่า ตนและนายอภิสิทธิ์ถูกเรียกไปสอบสวนเหมือนเป็นผู้ต้องหาไปแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงแค่เป็นพยานเท่านั้น แต่เมื่อข่าวสารปรากฎออกไปต่อสาธารณชนก็มีคนให้ความเห็น ให้กำลังใจเป็นส่วนใหญ่ ว่าสิ่งที่พวกเราทำเป็นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง มีกฎหมายรองรับ ไม่ต้องกังวลใจอะไร ซึ่งตนก็จะไปให้ปากคำในแนวทางนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ว่าจะถูกตกเป็นผู้ต้องหาจริง ๆ แล้วจะมีการตั้งทีมทนายความมาแก้ข้อหล่าวหาหรือไม่ อดีตผอ.ศอฉ. กล่าวว่า ตนได้เตรียมไว้อยู่แล้ว ซึ่งการให้ปากคำก็จะให้ทนายไปด้วย เพราะตนไม่ประมาท พอเห็นว่าพวกเขามีอำนาจขึ้นมาปกครองบ้านเมือง ตนก็พอคาดเดาได้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เหมือนกับที่ประชาชนทั้งหลายก็คงคาดเดาได้ จึงไม่ได้ตกใจอะไร ไม่กลัวเลย ไม่ได้ว่าหยิ่งยโสอะไร แต่เราทำในเรื่องที่ถูกต้อง เรามีเจตนาดีต่อบ้านเมือง และเราก็ใช้เหตุผลอยู่ในกรอบของกฎหมาย ก็ไม่ต้องกลัวอะไร
เมื่อถามว่า ถือเป็นกระบวนการเริ่มเช็คบิลได้หรือยัง อดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ตนไม่ได้สะทกสะท้าน หรือหวั่นวิตกอะไร เอาเจตนาดีของเราที่มีอยู่เป็นที่ตั้ง ยืนยันว่าสบายใจดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าว นายสุเทพ ได้นำเสาเนาหนังสือที่ พ.ต.อ. สืบศักดิ์ พันธุ์สุระ รองผู้บังคับการตำรวจ นครบาล 6 / หัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนชุดที่ 3 เรื่องขอความร่วมมือมาให้ปากคำ กรณีถูกกล่าวอ้างในเหตุการณ์ ส่งถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อ้างถึง 1. หนังสือกองบังคับการตำรวจนครบาล ๖ ที่ ตช ๐๐๑๕ ( บก.น.๖ ) ๐๑ / ๙๗๒๒ ลงวันที่ ๒๗ พ.ย. ๕๔ และ 2. หนังสือพรรคประชาธิปัตย์ ที่ ปชป.พิเศษ / ๒๕๕๔ ลงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ มาให้สื่อมวลชนดูพร้อมแจกจ่ายสำเนาดังกล่าว โดยหนังสือระบุว่าขอให้มาพบภายในวันที่ 9 ธ.ค. เพื่อให้งานของพนังงานสอบสวนสืบสวน สำเร็จสมบูรย์ตามเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งนายสุเทพได้นำสำเนาหนังสืบตอบรับที่จะไปให้ปากคำต่อพนักงานสืบสวนสอบสวน มาให้สื่อมวลชนดู โดยหนังสือระบุว่า ขอแจ้งให้ทราบว่าตนยินดีที่จะเข้าพบ พนักงานสืบสวนสอบสวนชุดที่ 3 ในวันที่ 8 ธ.ค. 2554 นี้ ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยจะรวบรวมข้อมูลมาชี้แจงต่อพนักงานด้วย



