'ประชา'แย้มจ่อปิด'ศปภ.'
'ประชา' แย้มจ่อปิด 'ศปภ.' หลังภารกิจหลักจบ โยนการเยียวยาคนกรุงเป็นหน้าที่ 'กทม.' โดยตรง เผย 3 ธ.ค.เตรียมถกผู้ว่า 7 จังหวัดน้ำท่วมหาแนวทางเยียวยาปชช. คาดรื้อแนว 'บิ๊คแบ็ค' 2 วันเคลียร์หมด ลั่นทำหน้าที่ในฐานะรมต.ดีที่สุดแล้ว
2 ธ.ค.54 พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการ ศปภ.กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครอง ได้มีคำสั่งให้ศปภ. และ กทม.หารือร่วมกันเพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ว่า การช่วยเหลือเยียวยาน่าจะเป็นบทบาทของกทม. เนื่องจากทางกทม.นั้น เป็นเจ้าของพื้นที่ และกทม.ก็มีสิทธิ์ที่จะดำเนินการ แต่ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าจะให้ช่วยเหลือในเรื่องใดบ้าง ส่วนกรณีการกู้ ถ.340 นั้น กรณีนี้ ตนยังไม่ทราบรายละเอียดในคำสั่งของศาลปกครองว่า จะให้ช่วยเหลือในเรื่องใด แต่ทราบว่าทางศาลปกครองได้มีคำสั่งออกมาแล้ว
พล.ต.อ.ประชา กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีประชาชนมาร้องขอ ให้เจรจาประสานงาน เพื่อให้งดเก็บค่าทางด่วนบนโทล์เวย์นั้น เนื่องจากเส้นทางที่จะมุ่งหน้า เพื่อไปยังรังสิตยังมีน้ำท่วมขังอยู่ ซึ่งตนเชื่อว่าภายใน 1-2 วันนี้ ก็จะสามารถใช้เส้นทางได้ตามปกติ ทั้งนี้ในวันพรุ่งนี้ เวลา 11.00 น. ตนจะเป็นประธานในการประชุม เพื่อแก้ไขเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ร่วมกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ที่ยังคงประสบอุทกภัยอยู่ จำนวน 7 จังหวัด ด้วยกัน โดยประเด็นหลักๆที่จะหารือร่วมกันนั้น คือการหาแนวทาง เพื่อวางมาตรการช่วยเหลือประชาชนเฉพาะหน้า โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกิดปัญหาน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน ก็จะต้องมีการหารือ เพื่อวางแผนป้องกันร่วมกันอีกที
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการหารือร่วมกับผู้ว่าฯกทม.ในการเปิดประตูระบายน้ำคลองมหาสวัสดิ์ หรือไม่นั้น พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า เรื่องการเปิดประตูระบายน้ำ ก็ได้มีการหารือกันอยู่ตลอดเวลา เพราะหากเกิดปัญหาใดๆ ก็จะมีการประสานงาน เพื่อแก้ไขร่วมกัน แต่ขณะนี้ทุกอย่างยังคงเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไร
เมื่อถามว่า ในส่วนของการรื้อแนวคันกระสอบทรายยักษ์ หรือบิ๊กแบ็ก มีความคืบหน้าไปถึงไหนบ้างแล้ว พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า กรณีการรื้อบิ๊กแบ็ก ได้มีคำสั่งดำเนินการรื้อไปแล้ว ในส่วนของช่วงบริเวณหลักหก เรื่อยมาจนถึง ถ.วิภาวดี-รังสิต โดยขณะนี้กำลังรออุปกรณ์ ในการช่วยยกบิ๊กแบ็กอยู่ เนื่องจากมันมีขนาดใหญ่มาก ส่วนอีก 2 แนว ที่เหลือในเขตสายไหมและหลักหกบางส่วนนั้น คาดว่า น่าจะเสร็จเรียบร้อยภายอีก 2 วันข้างหน้านี้
เมื่อถามว่า หลังจากนี้ จะมีการนำกระสอบทรายทั้งหมด ไปไว้ที่ได้ นั้น พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ก็จะเก็บไว้ ตามหน่วยงานต่างๆ ที่ค้นออกมา อาทิ เช่น กรมทางหลวง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)
เมื่อถามว่า จะมีการปิดศปภ.หรือไม่นั้น หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายแล้ว พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะมีการประเมินในเรื่องนี้อีกครั้ง เนื่องจากศปภ.มีหน้าที่หลักในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หากเข้าสู่การฟื้นฟูเยียวยา ก็จะมีคณะกรรมฟื้นฟูและเยียวยาเป็นผู้รับผิดชอบ โดยตรงต่อจากศปภ.อีกทีหนึ่ง ถามต่อว่า ในสัปดาห์หน้าศปภ.จะปิดตัวลงหรือไม่ พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ต้องประเมินกันก่อนอีกครั้ง ทั้งนี้ตนของฝากไปยังประชาชน ที่อยู่ในบริเวณกทม.ชั้นใน ด้วยว่า ขอให้นำกระสอบทรายที่กั้นอยู่ออกได้แล้ว เพราะสถานการณ์น้ำได้คลี่คลายและคงจะไม่เกิดภาวะน้ำท่วมซ้ำขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม ตนมีความรู้สึกเป็นห่วงและกังวลต่อประชาชน ที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมขังอยู่ โดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำเน่าท่วมขังอยู่นั้น ซึ่งทางศปภ.ก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ลั่นทำหน้าที่ในฐานะรมต.ดีที่สุดแล้ว
พล.ต.อ.ประชา กล่าวถึงการทำงานของคณะรัฐมนตรีในโอกาสครบรอบ 3 เดือน ที่รัฐมนตรีต้องส่งมอบผลงานให้กับนายกรัฐมนตรี ว่า “ยังเลย” เมื่อถามว่า มีชื่อติด 1 ใน 3 ของรัฐมนตรี ที่จะถูกปรับเปลี่ยน พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า “ถามผม ผมไม่ทราบ ผมทำดีที่สุดแล้ว ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้
เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งพิพากษาให้ ดาโอ๊ะ ท่าน้ำ อดีตหัวหน้า พูโล จำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากเป็นคดีที่สืบเนื่องมา ตั้งแต่ พล.ต.อ.ประชา ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจว่า ตอนนี้ ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่หากศาลมีคำสั่งใดๆ ออกมา ก็ต้องเป็นไปตามนั้น เนื่องจากศาล ต้องพิจารณาไปตามพยานและหลักฐาน เพราะตนทำดีที่สุดแล้ว
จนท.ศปภ.ทะยอยขนของกลับสนง.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา บรรยากาศภายในศปภ. หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการยุบศปภ. ภายในเดือน ธ.ค. เนื่องจากสถานการณ์น้ำคลี่คลายไปแล้ว จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่บางส่วนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาปฏิบัติการภายในศปภ. ได้ทยอยนำอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานต่างๆ ขนย้ายออกจากศปภ. ไปแล้วบางส่วน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ก็ได้เดินทางกลับไปปฏิบัติงานที่สำนักงานของตนเอง ขณะที่สื่อมวลชนก็มีการถอนทีมกำลังปฏิบัติงาน โดยเฉพาะทีมถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์ ซึ่งบรรยากาศในวันนี้ยังเป็นไปด้วยความเงียบเหงา บุคคลสำคัญๆ อาทิ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ในระยะหลังไม่ได้เดินทางเข้ามายังศปภ. เลย
ทั้งนี้ ศูนย์ประสานงานกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 อาคารเอนเนอร์ยี คอมเพล็กซ์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์ประสานงานสื่อมวลชน ก็ได้ทยอยเก็บเครื่องใช้สำนักงานบางส่วน อาทิ เครื่องโทรสาร โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ กลับไปแล้วด้วยเช่นกัน



