
'ปู'หนุน'ปึ้ง'คืนพาสปอร์ตแดงให้'แม้ว'
'ยิ่งลักษณ์' หนุน 'สุรพงษ์' คืนพาสปอร์ตแดงให้ 'ทักษิณ' อ้างทุกอย่างต้องทำตาม กม. ปัดไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว "กต." ชี้ต้องหารือ"อสส. และสตช."ก่อน
เมื่อเวลา 16.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ออกมาระบุว่า จะดำเนินการคืนพลาสปอร์ตแดง ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ในรายละเอียดของเรื่องนี้ ตนยังไม่ทราบข้อมูล การอนุมัติต่างๆนั้นเป็นเรื่องของทางกระทรวงต่างประเทศเป็นผู้พิจารณา วันนี้ตนมุ่งเน้นในเรื่องการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนมากกว่า แต่ทุกอย่างก็ขอให้ทำภายใต้กรอบกติกา ทั้งนี้ ตนขอยืนยันตามเจตนารมย์เดิมว่า รัฐบาลจะทำอะไรทุกอย่างนั้นต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และก็ไม่เลือกที่จะคิดแก้แค้น แต่จะแก้ไข เพราะเรื่องนี้เราต้องมองว่าจะทำอย่างไรที่จะนำบ้านเมืองไปสู่ความสามัคคีปรองดอง
"ยืนยันว่าดิฉันไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว เป็นหน้าที่ของ รมว.ต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในการพิจารณาตามความเหมาะสม " น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการต่อต้านจะแก้ปัญหาอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตนไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่จะตัดสินใจ แต่ขอให้อยู่ภายใต้กติกาของหลักนิติธรรม ความเสมอภาค และถูกต้องตามกฏหมาย ทั้งนี้ตนเชื่อมั่นว่าการพิจารณาต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ วันนี้รัฐบาลมุ่งเน้นที่จะแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม ที่ต้องการการดูแลและเยียวยา ยืนยันว่าจะทำงานให้ดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทราบหรือไม่ที่แกนนำพรรคเพื่อไทยเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องปรับครม.ที่นครดูไบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า " ไม่มีหรอกค่ะ ไม่ได้ข่าวเลย ทุกอย่างอยู่ที่เมืองไทย " เมื่อถามว่าแสดงว่าขณะนี้พร้อมที่จะปรับครม.แล้วใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ตอบคำถามแต่อย่างใด และเดินขึ้นรถยนต์ส่วนตัวทันที
"กต." ชี้ต้องหารือ"อสส. และสตช."ก่อน
แหล่งข่าวกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตามที่นายสุรพงษ์ ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ พิจารณากฎหมายเพื่อคืนหนังสือเดินทางบุคคลธรรมดาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ภายใต้ระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นกฎกระทรวง ที่มอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้พิจารณาและดำเนินการ ในเนื้อหาของระเบียบดังกล่าว เขียนไว้แบบไม่รัดกุม ขึ้นอยู่กับการตีความ และนโยบายของรัฐบาลนั้นๆ โดยพิจารณาย้อนศรกลับไปจากเดิม
แหล่งข่าวกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศล่าสุดว่า จะไม่ดำเนินการใด หากยังไม่สามารถหาข้อสรุป และสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับคดีต้องโทษของ พ.ต.ท.ทักษิณเสียก่อน ซึ่งในระเบียบฯ หมวด 7 ว่าด้วยการปฏิเสธหรือยับยั้งคำขอหนังสือเดินทาง ข้อ 21 พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถปฎิเสธหรือยับยั้งการขอ หรือแก้ไขหนังสือเดินทาง และ หมวด 8 ว่าด้วยการยกเลิกหนังสือเดินทาง ข้อ 23 พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถยกเลิกและเรียกคืนหนังสือเดินทางได้ เมื่อปรากฎภายหลังว่า (7) พิจารณาเห็นว่า หากให้ผู้ถือหนังสือเดินทางยังคงอยู่ในต่างประเทศต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทยหรือต่างประเทศได้ ทั้งนี้ จากเดิมที่ได้มีการยกเลิกพาสปอร์ต พ.ต.ท.ทักษิณ ในสมัยที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศ พิจารณาเห็นสมควรเนื่องจากมีข้อมูลอ้างได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สั่งการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง และเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นภัยต่อประเทศ อย่างไรก็ตาม การคืนพาสปอร์ตให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้ ได้พิจารณาแบบย้อนศรกลับไป โดยเห็นว่า ไม่เป็นปรปักษ์หรือภัยต่อความมั่นคงของประเทศอีกต่อไป
แหล่งข่าวกระทรวงการต่างประเทศ ชี้ว่า การคืนพาสปอร์ตครั้งนี้ ไม่ได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ มีสิทธิได้หนังสือเดินทางทูต หรือพาสปอร์ตแดง หมวด 1 ข้อ 6 หนังสือเดินทางการทูต (5) มีให้กับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่คืนพาสปอร์ต ในฐานะประชาชน มีสิทธิจะได้หนังสือเดินทางของบุคคลทั่วไป หรือพาสปอร์ตสีน้ำตาล ตามหมวด 3 ข้อ13 เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องเดินทางพาสปอร์ตมาทำพาสปอร์ตด้วยตัวเองหรือไม่ แหล่งข่าวอธิบายว่า ในการทำพาสปอร์ตของบุคคลทั่วไป ปกติต้องเดินทางไปแจ้งความประสงค์ด้วยตัวเอง มายังหน่วยงานที่จัดทำพาสปอร์ต ศูนย์จัดทำหนังสือเดินทางในต่างจังหวัด สถานเอกอัครราชทูต และกงสุญใหญ่ไทยในต่างประเทศ เนื่องจาก อี-พาสปอร์ตต้องจัดเก็บอัตลักษณ์ของผู้ถือพาสปอร์ต เช่น ลายนิ้วมือ ส่วนสูง ถ่ายภาพ และเก็บตำหนิรูปพรรณที่ปรากฎบนใบหน้า แต่ก็มียกเว้นบางกรณีไว้ด้วย
อย่างไรก็ตามพ.ต.ท.ทักษิณ ยังติดคดีฟ้องร้องอยู่อีกถึง 4 คดี ซึ่งหากจะหลับตาข้างเดียว และทำเพิกเฉยในส่วนนี้ได้ ก็สามารถที่จะคืนพาสปอร์ต เว้นแต่นายสุรพงษ์ จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ดำเนินคดีพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มาพูดคุยเพื่อคดี ซึ่งจะทำให้การคืนพาสปอร์ตไม่เป็นที่ครหาของสังคมได้
"ยิ่งลักษณ์" ลงพื้นที่ สงขลา ฟังสรุปน้ำท่วม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภารกิจแรกนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธาน เปิดงาน 5 ธันวา รวมพลังไทย รวมหัวใจถวายพระพร จ.สงขลา และมอบธงชาติ และธงตราสัญลักษณ์ งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ให้กับผู้นำชุมชน 84 ชุมชนใน อ.หาดใหญ่ ซึ่งจัดขึ้นที่ลานจัตุรัสนครหาดใหญ่ ซึ่งได้รับการต้อนรับจากประชาชนรวมทั้งคนเสื้อแดงบางส่วนที่มาให้กำลังใจอย่างอบอุ่นท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างรัดกุม
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับฟังรายงานสรุปภาพรวมของสถานการณ์น้ำท่วมใน จ.สงขลา และมาตรการป้องกันจาก นายกฤษฎา บุญราช ผวจ.สงขลา และดร.ไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ซึ่ง จ.สงขลา มีพื้นที่ถูกน้ำท่วม 10 อำเภอ จากทั้งหมด 16 อำเภอ และสถานการณ์คลี่คลายแล้วโดยทางจังหวัดได้ให้การช่วยเหลือประชาชนเช่นที่ อ.สะบ้าย้อย ที่ต้องอพยพออกจากหมู่บ้านกว่า 100 ครัวเรือน ส่วนในพื้นที่ตัวเมืองหาดใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแต่อย่างใด
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้าชนเช่นที่ อ.ปิดา และดร.ไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่มอบเงินให้กับญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมใน จ.สงขลา ทั้งสองราย และได้ร่วมเปิดบิ๊กคลีนนิ่งทำความสะอาดบริเวณตลาดพล่าซ่ารวมกับองค์กรต่างๆ ด้วย
นายกรัฐมนตรีพอใจกับมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมทั้งในภาพรวมของ จ.สงขลา และ อ.หาดใหญ่ โดยกล่าวในระหว่างการปราศรัยกับประชาชนและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ลานจัตุรัสนครหาดใหญ่ ว่า แม้ภาพรวมน้ำท่วมในพื้นที่ จ.สงขลา จะไม่รุนแรงแต่ทุกฝ่ายได้เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ทั้งการระบายน้ำและการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ซึ่งมีแผนรับมืออย่างเต็มที่ทั้งการจัดศูนย์อพยพการเตรียมรับมือและการระบายน้ำผ่านคลอง ทั้ง 6 สาย รวมทั้งเห็นด้วยและพร้อมสนับสนุนมาตรการต่างๆที่ทางเทศบาลนครหาดใหญ่ได้เสนอมาโดยเฉพาะการเพิ่มช่องทางระบายน้ำในคลองอู่ตะเภาและคลอง ร.1 แม้จะต้องใช้งบประมาณมากแต่ในระยะยาวเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันเมืองเศรษฐกิจของภาคใต้เอาไว้
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ขอให้คนไทยทั้งประเทศทั้งที่ถูกน้ำท่วมและไม่ถูกน้ำท่วมใช้โอกาสแห่งปีมหามงคลร่วมกันแสดงพลังฟื้นฟูประเทศที่เสียหายจากน้ำท่วมเพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กลับคืนมา
จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังโรงแรมซากุระแกรนด์วิว ถนนนิพัทธุ์อุทิศ 3 เพื่อร่วมรับประทานอาหารและพบปะกับภาคธุรกิจทั้งหอการค้า จ.สงขลา สภาอุตสาหกรรม จ.สงขลา และสภาพอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.สงขลา และรับฟังการเสนอแนวทางและความเห็นในการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคใต้และ จ.สงขลา โดยเรื่องที่ภาคธุรกิจได้เสนอให้รัฐบาล เช่น ต้องการให้มีการขยายพื้นที่ด่านพรมแดนสะเดา ซึ่งเป็นด่านที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุดในประเทศ ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท ต่อปี และอาจถึง 5 แสนล้านบาท ในปีหน้าซึ่งปัจจุบันคับแคบและการเดินทางเข้าออกของนักท่องเที่ยวล่าช้า รวมทั้งถนนกาญจนวนนิชซึ่งเป็นเส้นทางหลักแออัดควรสร้างเป็นมอเตอร์เวย์ โครงการแลนด์บริด สงขลา-สตูล ซึ่งเชื่อมระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับอันดามัน โครงการรางรถไฟคู่และรถไฟความเร็วสูงในภาคใต้ และโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือ เซาเทิร์นซีบอร์ด และการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวใน จ.สงขลาเช่นการเปิดเส้นทางบินใหม่ รวมทั้งการสานต่อโครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี รับที่จะนำโครงการทั้งหมดไปพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละโครงการ ซึ่งโครงการต่างๆเป็นแนวทางเดียวกับนโยบายของรัฐบาลที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นที่ทั้งประเทศอยู่แล้วโดยเฉพาะด้านการคมนาคมและด้านการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ รวมไปถึงการพัฒนาความร่วมมือกับกลุ่มประเทศในระดับอาเซี่ยน ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีย้ำว่าภายในปีนี้จะต้องเร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและการแก้ปัญหาน้ำท่วมให้แล้วเสร็จและรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปวางแผนแก้ปัญหาระยะยาว
ไปอุบลณมอบเงินช่วยน้ำท่วม
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลเเปิดเผยว่าวันที่ 3 ธ.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปราชการจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อร่วมโครงการ "5 ธันวา รวมพลังคนไทย รวมหัวใจถวายพระพรชัยมงคล" ของจังหวัดอุบลราชธานี โดยเวลาประมาณ 11.00 น. นายกรัฐมนตรีและคณะประกอบด้วย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย จะเดินทางโดยเครื่องบินของกองทัพบกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปยังกองบิน 21 จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อร่วมโครงการ "5 ธันวา รวมพลังคนไทย รวมหัวใจถวายพระพรชัยมงคล" ของจังหวัดอุบลราชธานี
จากนั้นเวลาประมาณ 12.50 น. ที่ตลาดสดเทศบาล 3 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี นายกรัฐมนตรีจะรับมอบเงินและสิ่งของบริจาคตามโครงการ "ชาวอุบลเทใจ กู้ภัยน้ำท่วม" มอบเงินช่วยเหลือให้กับผู้ประสบอุทกภัย มอบเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ. อุบลราชธานีให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมทักทายและพบปะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในเขตเทศบาลนคร
จากนั้น นายกรัฐมนตรี และคณะจะเดินทางต่อไปยังท่าน้ำวัดหลวง เพื่อปล่อยพันธุ์ปลา จำนวน 84,000 ตัวตามโครงการ " 5 ธันวา รวมพลังคนไทย รวมหัวใจถวายพระพรชัยมงคล" แล้วออกเดินทางโดยเรือจากท่าน้ำวัดหลวงข้ามแม่น้ำมูลไปยังวัดเสนาวงศ์ (วัดท่าบุ้งมั่ง) อ.วารินชำราบ เพื่อมอบเงินช่วยเหลือให้กับผู้ประสบอุทกภัย มอบอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านพักอาศัยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมพบปะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในเขตเทศบาลเมืองวารินชำราบ และชมกิจกรรมฉีดน้ำ EM บำบัดน้ำเสีย/กิจกรรมฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร โดยนายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ จ. สมุทรปราการ ในเวลาประมาณ 15.00 น.



