ข่าว

 'กิตติรัตน์'เผยนายกฯกำชับครม.อย่าโกง

'กิตติรัตน์'เผยนายกฯกำชับครม.อย่าโกง

02 ธ.ค. 2554

'กิตติรัตน์' เผย นายกฯกำชับครม.อย่าโกง เพราะรัฐบาลภูมิคุ้มกันน้อย รับ หนักใจคอรัปชั่นไทยพุ่ง ผุดประกวดแนวคิดป้องกันโกง เชื่อ คอรัปชั่นลดลงแน่ เตรียมป้อง 'ปลัดฯสุพจน์' หากผิดไม่จริง

                    2 ธ.ค.54 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ  (ทีไอ) ได้รายงานดัชนีการคอรัปชั่นโลกปี 2554 ไทยติดอับดับที่ 80 ในจำนวน183 ประเทศ ส่วนเอเซียไทยอยู่อันดับ 10 จาก 26 ประเทศ ภาวการณ์อย่างนี้จะมีการแก้ไขอย่างไร ว่า เรื่องนี้มีคนหมายมั่นน่าดู และคงไม่สบายใจ ความจริงมีนักวิชาการวิเคราะห์วิจารณ์ว่า ที่เรามีการตั้งกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ขึ้นมากลับเป็นการเพิ่มปัญหาขึ้น 2 เรื่องคือ ไปเพิ่มตัวหาร และสร้างขั้นตอนยืดเยื้อและขาดประสิทธิภาพ คือ เมื่อสร้างขึ้นแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาการคอรัปชั่นได้

                    อย่างกรณี ที่ห่วงการใช้งบประมาณมหาศาลแก้วิกฤตมหาอุทกภัยและเร่งให้มีมาตรการตรวจสอบป้องกันการคอรัปชั่นนั้น อย่างที่ได้เคยกล่าวแล้วว่า เราต้องมีมาตรการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น การดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานมีมาตรการป้องกันที่ดี ทั้งการเปิดประมูล เพื่อการก่อสร้าง เราจะต้องทำให้ดี และป้องกันให้ได้ เพราะโครงการบางโครงการจะเป็นขนาดใหญ่ และต้องใช้เทคโนโลยีสูง ก็ต้องเปิดให้บริษัทขนาดใหญ่ที่สนใจเข้ามาประมูล ด้วยเชื่อว่า เขามีสิทธิได้งานโดยไม่ต้องมาจ่ายใต้โต๊ะ และเขาก็มาจากประเทศที่มีกฎหมายที่เข้มงวด การจะมาติดสินบนถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและมีโทษที่ร้ายแรงซึ่งเราจะต้องดำเนินการในรอบนี้ถือเป็นการมาตรฐานใหม่

                    ทั้งนี้ หลายปีที่ผ่านมาปัญหาคอรัปชั่นของเรายังไม่ดีขึ้นแต่กลับเลวลงอีก ดังนั้นไหน ๆ เมื่อมีวิกฤตเราควรใช้โอกาสนี้ปรับเปลี่ยนและกำหนดแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนเรื่องการใช้จ่ายเยียวยาฟื้นฟูต่าง ๆ ในเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม บางส่วนเป็นเรื่องที่ตรวจสอบไม่ยากว่าจะมีกี่รายและรายละเท่าไร ซึ่งบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ซ่อมแซม เช่น เส้นทางคมนาคมเสียหาย ที่จะต้องทำให้กลับมาใช้ได้ด้วยความเร็วมันก็มี และขั้นตอนในการเปิดประมูลต่าง ๆ ต้องกระชับรัดกุม แต่ที่ผ่านมาเขาก็พูดกัน ถึงจะวางระเบียบให้กระชับรัดกุมแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่พ้นเรื่องการทุจริตจึงดูเหมือนกับมันเป็นธรรมเนียมไปแล้ว

                    ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาคอรัปชั่นเป็นเรื่องสมยอมทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ให้ผู้รับยังทำกันอยู่ คิดว่าจะแก้ได้หรือไม่ นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ก็อย่างที่ทราบกันนักธุรกิจที่อยากจะได้โครงการก็จะนำผลประโยชน์ไปแลก ซึ่งเคยมีนักธุรกิจหลายคนเคยมาเล่าให้ตนฟัง ก็ได้ถามเขาไปว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น ซึ่งเขาก็ตอบว่า ถ้าไม่ทำก็อดได้ และยังจะถูกหมายหัวอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ในต่างประเทศเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เขานำภาคประชาสังคม และภาคการศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีการแก้ไขสร้างขั้นตอนการปฏิบัติ จึงทำยากขึ้น จนทำให้การอำนวยความสะดวกและการจ่ายใต้โต๊ะนั้นยากขึ้น จึงน่าจะมีการเชิญชวนองค์กรสถาบันการศึกษาและองค์กรต่าง ๆ มาประกวดความคิด แนวคิดการป้องกันการคอรัปชั่น เพื่อนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป เชื่อว่าจะทำให้โอกาสปัญหาคอรัปชั่นลดน้อยลงได้ ซึ่งขณะนี้ในประเทศลาตินอเมริกา ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดี

                    เมื่อถามว่า หากภาคประชาชนมาช่วยกันตรวจสอบจะมีผลดีหรือไม่ นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ให้ประชาชนมาตรวจสอบเริ่มมาแล้ว และบางที่ก็เลิกไปแล้วด้วย เพราะบางทีประชาชนก็ไม่รู้จะไปร้องเรียนกับใครที่จะฟังเขาบ้าง ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า บางครั้งก็เป็นเรื่องการกลั่นแกล้งหรือการกล่าวหากัน ซึ่งทำให้คนดีหมดไปจากสังคม ส่วนที่ว่า ประเทศเราการบังคับใช้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธ์ทำให้คอรัปชั่นแพร่ขยายนั้น นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ก็มีส่วนทำให้ปัญหานั้นขยายตัว สิ่งเหล่านี้มันไม่มีทางหยุดนิ่ง ไม่เพิ่มมากขึ้นหรือก็ลดลงในเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่น ถ้าหากยังไม่มีการวิธีการจัดการ ซึ่งมันก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมันกระจายหากไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาคอรัปชั่น

                    ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายฝ่ายหวังให้รัฐบาลจะมีมาตรการเข้ามาจัดการแก้ไขมีความเป็นไปได้ไหมและมีฝีมือหรือไม่ นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ตนแน่ใจรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะจัดการกับปัญหานี้ เพราะนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ได้กำชับคณะรัฐมนตรีอยู่เสมอว่า รัฐบาลนี้ภูมิคุ้มกันไม่สูงมากในหลายเรื่อง

                    “ฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด ก็คือการทำงานอย่างเข้มแข็งจริงจัง และทำงานอย่างสุจริต ที่ตนพูดถึงเรื่องการทุจริตนั้น บางครั้งมันไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลหรือนักการเมืองเสียทั้งหมด บางทีมันก็กระจายลงไปอยู่แม้กระทั่งในขั้นของผู้ปฎิบัติ แต่การแก้ไขปัญหานี้ที่สุดก็ต้องเริ่มจากข้างบนก่อน ถ้าข้างบนมีความตั้งใจไม่ให้เกิดปัญหาก็ไม่เกิด เหมือนกับยาเสพติดจะแก้ให้หมดสิ้นมันไม่ใช่ง่าย เราต้องเริ่มจากโครงการที่สำคัญ ๆ ก่อนให้ได้ เพราะหลักธุรกิจมีกฎอยู่ข้อหนึ่ง เรียกว่ากฎ 80/20 ถ้ามีเรื่อง 100 เอาเรื่องที่สำคัญเพียง 20เรื่องก็สามารถส่งผลดีได้ร้อยละ 80 พอมันเกิดผลสังคมก็จะมีความหวัง

                    ต่อข้อถามที่ว่า กรณีซุกเงินที่บ้านของปลัดสุพจน์ ถ้าปรากฏว่าผลสอบมันออกมาว่าร่ำรวยผิดปกติจะเอาผิดหรือไม่ นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า เป็นกระบวนการทางกฎหมายอยู่แล้ว คงไม่มีใครไปปกป้องใคร ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่ตรวจสอบเหตุการณ์ก็ทำหน้าอยู่แล้ว และคงไม่มีใครเข้าไปปกป้อง และหวังว่าไม่มีใครจะเอาเรื่องนี้ไปเป็นเครื่องมือเพื่อกลั่นแกล้ง ตนยังเชื่อในหลักการที่สังคมมีหลักนิติธรรมช่วยทำให้สังคมมีความมั่นใจ เรายอมรับไหมว่าหลายเรื่องบางที่ก็หย่อนเกินไป และอีกหลายเรื่องก็ดูแปลก ๆ ว่า ขบวนการดำเนินการเป็นมาตรฐานที่ถูกต้องหรือเปล่า ขอให้ทุกอย่างให้มันเป็นไปโดยถูกต้อง