
ข้ามสะพานแม่น้ำแคว
ข้ามสะพานแม่น้ำแคว : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ที่ จ.กาญจนบุรี มีงานประจำปีที่สำคัญงานหนึ่ง คืองานสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งจัดควบคู่กับงานกาชาด และเนื่องจากปีนี้เป็นปีมหามงคล 84 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีการแสดงแสง-เสียง จำลองเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อย่างยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ วันละ 1 รอบ ในเวลา 19.00 น. ทุกคืน นอกเหนือจากการแสดงนิทรรศการ ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน และจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง
วันก่อนมีผู้ถามผมว่าความหมายของงานสะพานข้ามแม่น้ำแควในความรู้สึกของคนไทยกับฝรั่งต่างกันหรือไม่? และที่ฝรั่งเดินทางมาที่สะพานข้ามแม่น้ำแควนั้น เพื่อร่วมฉลองการสิ้นสุดของสงคราม ตามสโลแกนของการจัดงานที่ว่า “War is over…This is a time to Celebrate” หรือ “สงครามเลิกแล้ว...ได้เวลาของการฉลอง” อย่างนั้นหรือ?
ก่อนตอบคำถามข้อนี้ อยากจะให้เข้าใจความรู้สึกของฝรั่งต่อญี่ปุ่นและเหตุการณ์สมัยสงครามเสียก่อนว่า พวกเขา “Forgive but not forget” คือ “อาจจะให้อภัยแต่ก็ไม่เคยลืมเลือน” ดังนั้นที่พวกเขาเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมากันไกลๆ ก็ไม่ได้มาเพื่อเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของสงคราม แต่มาเพื่อรำลึกถึงความทารุณโหดร้ายของสงครามและชะตากรรมของเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องที่ได้รับในช่วงสงคราม สิ่งที่พวกเขาต้องการจึงไม่ใช่พลุ การแสดง การละเล่น งานออกร้านขายของ หรือความสนุกสนานรื่นเริงต่างๆ แต่ต้องการความสงบและความสง่างามสมเกียรติของนักรบและเชลยศึกที่วายชนม์
แปลไทยเป็นไทยก็คือ ในความรู้สึกของฝรั่ง ทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแควเป็นเรื่องของความเจ็บปวด การสูญเสีย และความทุกข์ทรมาน แต่สำหรับคนไทย เป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะตอนนั้นประเทศไทยเป็นมหามิตรกับญี่ปุ่น เราจึงไม่มีความทรงจำที่โหดร้ายเช่นฝรั่ง และเราก็เฮโลสาระพาได้เรื่อยๆ ไม่ว่าใครจะไปใครจะมา
พูดกันตามความเป็นจริงแล้ว เหตุการณ์ในเอเชียแปซิฟิกสมัยสงครามโลกครั้งที่สองไม่ค่อยจะมีความยิ่งใหญ่หรือความสำคัญต่อสหรัฐ และสัมพันธมิตรเท่ากับการรบในยุโรป แต่สิ่งที่ทำให้สะพานข้ามแม่น้ำแควโด่งดังขึ้นมาก็คือภาพยนตร์เรื่อง “The Bridge on the River Kwai” แปลตรงตัวก็คือ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” ซึ่งสร้างจากบันทึกของอดีตเชลยศึกผู้หนึ่ง ด้วยฝีมือการกำกับของเดวิด ลีน ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอังกฤษ นำแสดงโดยวิลเลียม โฮลเด้น, อเล็กซ์ กินเนส, แจ๊ค ฮอว์กินส์ เมื่อปี ค.ศ.1957 ถ่ายทำส่วนใหญ่ในศรีลังกาและบางส่วนในประเทศไทย ภาพยนตร์ของเดวิด ลีน มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่มีบทบาทสำคัญที่สุด คือธรรมชาติ อย่างใน “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” ภาพของป่าในเขตร้อนที่ชุ่มชื้น และภูเขาลำเนาไพร ตรึงตราความทรงจำของผู้ชม ไม่น้อยกว่าความแห้งแล้งและร้อนระอุของทะเลทราย ในเรื่อง “ลอเรนส์ ออฟ อาระเบีย” หิมะสีขาวโพลน และความหนาวยะเยือก ใน “ดร.ชิวาโก” รวมทั้งความเวิ้งว้างเงียบเหงาของชายฝั่งไอร์แลนด์ ใน “ไรอัน’ส ดอเตอร์” เป็นต้น
ในภาพยนตร์เรื่อง “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” มีดาราไทยร่วมแสดงด้วย 2-3 คน เช่น วิไลวรรณ วัฒนพานิช และ กรรณิการ์ ดาวคลี่ และจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ทำให้เกิดเพลงไทยขึ้นเพลงหนึ่ง จากการประพันธ์ของครูพยงค์ มุกดา คือเพลง “ดาวลอย” ซึ่งขึ้นต้นว่า “พอเธอเป็นดาวสกาวก็ลอยฟ้า ทอแสงนวลจ้าสูงสง่าสุดตาแลดู...” นั่นแหละครับ
ผมเขียนเรื่อง “ข้ามสะพานแม่น้ำแคว” มาถึงตรงนี้ก็เพื่อจะบอกว่า เมืองไทยของเรายังมีคนดีๆ และวีรกรรมซึ่งน่ายกย่องอยู่มากมาย เพียงแต่ขาดการพูดถึง การนำเสนอในรูปแบบต่างๆ โดยปล่อยให้เรื่องราวเหล่านั้นเลือนหายไปกับกาลเวลา ไม่ว่าจะด้วยเห็นว่าเป็นแค่คนตัวเล็กๆ การไม่ต้องการยกย่องคนอื่น หรือคิดว่าไม่สามารถหาทางจัดงานโปรโมทการท่องเที่ยวได้ก็ตาม แต่นั่นคือการลบความภาคภูมิใจในชาติและความเป็นไทยออกไปจากความรู้สึกนึกคิดของเยาวชนไทยและเอาวีรบุรุษชาติอื่น เช่นเกาหลี มาบรรจุลงแทน
ไม่แปลกหรอกครับ ถ้าอีกหน่อยคนไทยจะรู้จักประวัติศาสตร์เกาหลีดีกว่าประวัติศาสตร์ไทย และจดจำวีรชนเกาหลีได้มากกว่าวีรชนไทย



