ข่าว

ล่าถึง'ปากซัน''โก้'กับปมเงิน6กระสอบ

ล่าถึง'ปากซัน''โก้'กับปมเงิน6กระสอบ

02 ธ.ค. 2554

ไล่ล่า..ถึง'ปากซัน''โก้'กับปมเงิน6กระสอบ : โต๊ะรายงานพิเศษรายงาน

                  เกือบ 2 สัปดาห์เต็มที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล พยายามติดตามไล่ล่า นายวีระศักดิ์ เชื่อลี หรือโก้ หัวหน้าแก๊งปล้นบ้านพัก นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งหลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบก.สส.บช.น.) ระดมกำลังนักสืบฝีมือดีออกติดตามไล่ล่าผู้ต้องหารายนี้อย่างกระชั้นชิด ล่าสุดพบเบาะแสว่า หัวหน้าแก๊งปล้นบ้านปลัดฯ สุพจน์ มีความพยายามจะหลบหนีออกจากประเทศลาวไปกบดานในประเทศเวียดนาม
   
               สำหรับเส้นทางการหลบหนีของนายวีระศักดิ์นั้น เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สืบทราบว่า หลังปฏิบัติการปล้นบ้านพักของนายสุพจน์ ในเวลาประมาณ 19.20 น. ของวันที่ 12 พฤศจิกายน นายวีระศักดิ์ และพวกใช้รถกระบะโตโยต้า เป็นพาหนะในการหลบหนีมุ่งหน้าออกทางปากซอยลาดพร้าว 62 สู่บ้านเช่าหลังหนึ่งย่านคลองเตย เพื่อแบ่งเงินที่ได้จากการปล้น หลังจากนั้นนายวีระศักดิ์ได้ใช้รถกระบะคันเดิมขับมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี เพื่อนำอุปกรณ์ที่ใช้ในการปล้นไปทิ้งทำลายหลักฐานที่โรงโม่หินแห่งหนึ่งแล้วย้อนกลับเข้ามากบดานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
   
               เช้าตรู่ของวันที่ 13 พฤศจิกายน  ตำรวจตรวจสอบพบว่า นายวีระศักดิ์ได้ติดต่อกับผู้ใหญ่บ้านรายหนึ่ง ชื่อย่อ "ล" ซึ่งเป็นผู้กว้างขวางอยู่ใน อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เพื่อเสนอขายอะไหล่รถแบ็กโฮให้ โดยมีการนัดหมายให้ผู้ใหญ่ "ล" เดินทางมาพบในย่านสนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลาประมาณ 12.00 น. เมื่อถึงเวลานัด ผู้ใหญ่ "ล" มาพบนายวีระศักดิ์ ตามนัด หลังจากนั้นไม่นานนายบุญสืบ โจมกัน หรือสืบ หนึ่งในทีมปล้นซึ่งตำรวจจับกุมได้แล้วก่อนหน้านี้ ได้ขับรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ เข้ามาหาเพื่อนำกระเป๋าสีดำใบใหญ่มาส่งมอบให้นายวีระศักดิ์ ก่อนที่กระเป๋าใบนี้จะถูกนำไปใส่ไว้ที่ท้ายรถยนต์ของผู้ใหญ่ "ล"
     
               หลังจากนั้นนายวีระศักดิ์ และผู้ใหญ่ "ล" ได้แยกย้ายกันขับรถยนต์คนละคันมุ่งหน้าไปยังอู่ซ่อมรถแบ็กโฮแห่งหนึ่งใน อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี ซึ่งทั้งสองเดินทางไปถึงอู่ซ่อมรถแบ็กโฮแห่งนี้ในช่วงเย็นของวันที่ 13 พฤศจิกายน หลังจากนั้นนายวีระศักดิ์ หรือที่ชาวบ้านในละแวกนั้นเรียกว่า "ช่างดำ" ได้ยืมรถยนต์ของผู้ใหญ่ "ล" โดยได้บอกกับผู้ใหญ่บ้านรายนี้ว่า จะนำไปรับบุตรและภรรยา ไปเยี่ยมบ้านพ่อตาและแม่ยายที่ จ.สระแก้ว
   
               ทีมสืบสวนพยายามตามแกะรอยเส้นทางการหลบหนีของนายวีระศักดิ์ต่อ ทราบว่า หลังจากผู้ใหญ่ "ล" ให้ยืมรถยนต์ นายวีระศักดิ์ก็ใช้เป็นพาหนะขับไปรับภรรยาและบุตรมุ่งหน้าไปยังบ้านของพ่อตาแม่ยายใน จ.สระแก้วจริง โดยได้พักที่นั่นเป็นเวลา 1 คืน ก่อนที่เช้าวันรุ่งขึ้นจะให้ภรรยาขับรถยนต์มาส่งคืนให้ผู้ใหญ่ "ล" ส่วนนายวีระศักดิ์ ได้เดินทางต่อไปยัง จ.นครพนม
   
               ระหว่างนั้นตำรวจได้เชิญตัวภรรยานายวีระศักดิ์ และผู้ใหญ่ "ล" มาสอบสวน ซึ่งผู้ใหญ่ "ล" ยอมรับว่าทราบเรื่องที่นายวีระศักดิ์และพวกก่อเหตุปล้นบ้านนายสุพจน์ ตำรวจได้ขอตรวจค้นรถยนต์ของผู้ใหญ่ "ล" อย่างละเอียด พบกระเป๋าสีดำซุกอยู่ท้ายรถซึ่งเมื่อเปิดออกดูพบมีเงินสดบรรจุอยู่จำนวน 1.5 ล้านบาท ตำรวจจึงอายัดไว้เป็นของกลาง
   
               ส่วนนายวีระศักดิ์ หลังจากเดินทางถึง จ.นครพนม ได้ว่าจ้างเรือหางยาวให้ไปส่งที่บ้านท่าแขก ฝั่งประเทศลาว ในอัตราค่าจ้าง 2 หมื่นบาท โดยได้ขนถุงปุ๋ยขนาดใหญ่จำนวน 6 ใบลงเรือไปด้วย ซึ่งเมื่อถึงบ้านท่าแขกแล้วนายวีระศักดิ์ได้เดินทางต่อไปยังโรงไม้แห่งหนึ่งเพื่อพบกับ "นายโม" ชาวลาวเชื้อสายเวียดนาม ผู้กว้างขวางในวงการค้าไม้ซึ่งมีความสนิทสนมกับนายวีระศักดิ์เป็นพิเศษ เพราะทั้งสองติดต่อทำธุรกิจกันมานาน
   
               ซึ่งหลังจากเข้าพักในโรงไม้แห่งนี้ยังไม่ทันข้ามคืน นายวีระศักดิ์ บอกให้นายโมและคนรู้จักให้ช่วยกว้านซื้อที่ดินในฝั่งประเทศลาวด้วยเงินสดจำนวน 10 ล้านบาท แต่ยังไม่ทันจะมีการซื้อขายที่ดิน นายวีระศักดิ์ ก็ทราบเรื่องที่ตำรวจเชิญตัวไปสอบสวนและยังทราบแหล่งกบดานของนายวีระศักดิ์ที่บ้านท่าแขกแล้ว นายวีระศักดิ์ จึงให้นายโมและนักธุรกิจวงการค้าไม้ช่วยพาหลบหนี
   
               "นายโมได้ประสานกับพรรคพวกในนครเวียงจันทร์ เพื่อให้ช่วยเหลือนายวีระศักดิ์ ซึ่งสนิทสนมกันตั้งแต่สมัยที่นายวีระศักดิ์ยังทำงานเป็นชิปปิ้ง ซึ่งหลังได้รับการตอบรับ นายวีระศักดิ์ ก็เดินทางออกจากบ้านท่าแขก ไปพักในบ้านหลังหนึ่งในนครเวียงจันทร์ ห่างจากชายแดนไทยกว่า 200 กิโลเมตร ซึ่งระหว่างนี้นายวีระศักดิ์ได้ติดตามข่าวสารในฝั่งประเทศไทยจากสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และอินเทอร์เน็ต กระทั่งทราบว่า ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนของไทยได้ประสานงานกับทางการลาวเพื่อให้ช่วยติดตามตัวจึงพยายามหาทางหลบหนีต่อ" แหล่งข่าวในชุดสืบสวน เปิดเผย
   
               ล่าสุดตำรวจชุดสืบสวน ทราบเบาะแสว่า นายวีระศักดิ์ ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนนักธุรกิจของนายโม ให้หนีไปกบดานอยู่ในเมืองปากซัน แขวงบอคำไซ ซึ่งติดกับชายแดนประเทศเวียดนาม โดยคาดว่าจะหลบหนีออกจากประเทศลาวเพื่อเข้าไปกบดานในประเทศเวียดนามในเร็วๆ นี้
   
               หลังจากทราบเบาะแสดังกล่าว พล.ต.ท.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์ ผบช.ภ.4 ได้ส่งกำลังตำรวจฝ่ายสืบสวนไปประสานงานกับทางการลาว เพื่อสนับสนุนทีมสืบสวนภายใต้การนำของ พล.ต.ต.รณศิลป์ ในการติดตามจับกุมนายวีระศักดิ์แล้ว นอกจากนี้ยังได้ตั้งรางวัลนำจับนายวีระศักดิ์จำนวน 2 แสนบาท ซึ่งคาดว่าในเร็วๆ นี้น่าจะได้ตัว
   
               สำหรับคดีปล้นบ้านนายสุพจน์นั้น ล่าสุดตำรวจมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงตัวผู้กระทำผิดแล้ว 11 คน โดยสามารถจับกุมได้แล้ว 8 คน คือ นายวนัญกฤต หรือจ่อย บุตรกัณหา นายบุญสืบ หรือสืบ โจมกัน นายวุฒิชัย หรือวุฒิ พันธวารี นายเสาร์แก้ว หรือแก้ว นามวงค์ นายสมบูรณ์ หรือบูรณ์ ริยะแทน นายสิงห์ทอง หรือไก่ ใจชมชื่น นายประพันธ์ เรืองเครือ และนายชยธัช หรือเอก จันนะชัย พร้อมกับยึดเงินสดและทรัพย์สินได้คืนแล้วกว่า 10 ล้านบาท ที่เหลืออีก 3 คน ยังอยู่ระหว่างการหลบหนีคือ นายคำนวณ เมฆน้อย นายพงษ์ศักดิ์ นามวงค์ และนายวีระศักดิ์ เชื่อลี หรือโก้ ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊ง