'น้ำลด-ทุกข์ซ้ำ'กระทบคนงานเกือบล้าน
ผงะน้ำลด-ทุกข์ท่วมซ้ำ กระทบคนงาน 9 นิคมใหญ่เกือบล้าน ลอยแพแล้วครึ่งหมื่น จับตาเยียวยาจากรัฐ ปลดทุกข์จริงหรือฝันค้าง ก.แรงงาน ผุดมาตรการหลังน้ำลด
หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ตั้งแต่เดือนส.ค. ทำให้ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท อยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม นาข้าวเสียหายกว่า 10 ล้านไร่ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนหลายแสนรายแล้ว ยังมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาคอุตสาหกรรมอีกเกือบ 1 ล้านคน ที่เป็นแรงงานจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. – 28 พ.ย.2554 มีการรวบรวมข้อมูลความเสียหายและผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม พบว่า มีนิคมอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ 9 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา นิคมอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา นิคมอุตสาหกรรมนวนคร อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี นิคมอุตสาหกรรมบางกะดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี และ โรงงานในเขตอุตสาหกรรมอ้อมน้อย อ้อมใหญ่ อ.สามพราน จ.นครปฐม นิคมอุตสาหกรรมบางชัน เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ และนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ
แรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต้องอพยพเนื่องจากน้ำท่วม
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า สถานประกอบกิจการที่ประสบอุทกภัย 28,628 แห่ง ลูกจ้างได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 993,929 คน ลูกจ้างของสถานประกอบการใน จ.พระนครศรีอยุธยา 10 แห่ง จ.ปทุมธานี 4 แห่ง และ จ.ฉะเชิงเทรา 1 แห่ง ถูกเลิกจ้างทันที 4,510 คน ขณะที่สภาองค์กรลูกจ้างระบุว่า มีแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง 9,572 คน และคาดว่าหลังน้ำลด แรงงานที่ถูกเลิกจ้างจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากสถานประกอบการต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูนานกว่า 6 เดือน และต้องจัดซื้อเครื่องจักรใหม่ทำให้ต้องใช้งบประมาณในการฟื้นฟูจำนวนมาก ขณะที่ไม่มีรายได้เข้ามา
4 องค์กรจี้หยุดเลิกจ้าง
ต่อมาวันที่ 20 พ.ย.2554 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเลคทรอนิกส์ ยานยนต์และโลหะแห่งประเทศไทย สภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย และสมาพันธ์แรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย ร่วมยื่นหนังสือถึง นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน ขอให้เยียวยาผู้ใช้แรงงาน และหยุดการเลิกจ้าง
นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า นายจ้างจำนวนหนึ่งฉวยโอกาสใช้พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 75 เลิกจ้างลูกจ้างและจ่ายค่าแรงที่ไม่เป็นธรรมกับลูกจ้าง
ซึ่งมาตรา 75 ระบุว่า “ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อ การประกอบกิจการของนายจ้าง จนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัยต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้าง ในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลา ที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือ ก่อนวันเริ่มหยุดกิจการตามวรรคหนึ่งไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ”
ยื่น 5 ข้อวอนรัฐช่วยพ้นถูกลอยแพ
นอกจากนี้ 4 องค์กรแรงงานยังมีข้อเสนอว่า
1.รัฐบาลต้องหยุดการเลิกจ้างในสถานการณ์วิกฤต ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ในขณะที่เกิดภัยพิบัติลูกจ้างไม่ได้ทอดทิ้งโรงงาน หรือละทิ้งหน้าที่แต่อย่างใด
2.รัฐบาลต้องมีมาตรการในการเยียวยาลูกจ้าง ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่ชัดเจนและทั่วถึง โดยเบื้องต้นลูกจ้างต้องได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน ที่จะได้รับปกติ และทดแทนการขาดรายได้ให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ
3.ผู้ประสบภัยพิบัติต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรการในการเยียวยา และฟื้นฟูตนเองอย่างแท้จริง
4.รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 75 กับลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
5.รัฐบาลต้องสำรวจและจัดทำข้อมูลที่ชัดเจน พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ลูกจ้างได้รับทราบเกี่ยวกับผลกระทบและมาตรการช่วย เหลือของรัฐบาล
เสียงจากองค์กรลูกจ้าง
น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ว่า แม้ขณะนี้รัฐบาลจะมีนโยบายช่วยเหลือแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง จากสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม คนละ 2,000บาท ขณะที่สถานประกอบการบางแห่ง ที่ให้ลูกจ้างหยุดงานชั่วคราว และจ่ายเงินเดือนให้ร้อยละ 75 ตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานนั้น แต่ความเป็นจริงไม่ทราบว่า มีการดำเนินการจริงหรือไม่
“จากการได้รับฟังปัญหาจากพี่น้องแรงงานในจ.สมุทรสาคร ที่มีแรงงานกว่า300,000 คน และสถานประกอบการ 3,700 แห่ง ได้รับผลกระทบกว่าร้อยละ 70 แต่กลับพบว่ามีโรงงานไม่ถึง 10 แห่งที่ตอบรับจ่ายค่าจ้างในอัตราร้อยละ 75 ที่เหลือไม่มีการยืนยัน ปัญหาดังกล่าวทำให้ลูกจ้างรู้สึกเหมือนถูกปล่อยเคว้งคว้าง เพราะเมื่อสอบถามล้วนไม่มีใครทราบว่า ตกลงจะได้ค่าจ้างหรือไม่ และการให้หยุดงานไปนั้นจะได้กลับเข้าทำงานอีกเมื่อไร ไม่มีความชัดเจนเลย” น.ส.วิไลวรรณกล่าว
การเยียวยาจากภาครัฐ
จากสภาพปัญหาดังกล่าว ศูนย์ข่าวTCIJตรวจสอบพบว่า มีหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาดังกล่าว และมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือตามที่กฎหมายระบุอยู่แล้ว คือ
1.กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน
การช่วยเหลือกลุ่มนายจ้าง
โครงการป้องกันและบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างโดยรัฐจ่ายเงิน 2,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ให้แก่แรงงานในสถานประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม โดยโรงงานต้องทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกระทรวงแรงงานว่า ต้องไม่เลิกจ้างแรงงานและต้องจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างเดิม ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณรองรับก้อนแรก 606 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายแรงงาน 100,000 คน
ขณะนี้มีสถานประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก ทำให้จำนวนแรงงานกลุ่มเป้าหมายเพิ่มสูงขึ้นเป็น 210,000 คนและกระทรวงแรงงานได้เสนอของบประมาณจากรัฐบาลเพิ่มเติมอีกกว่า 1,200 ล้านบาท มีกลุ่มเป้าหมายแรงงาน 200,000 คน ทำให้ภาพรวมกลุ่มเป้าหมายแรงงานเพิ่มเป็น 300,000 คน และงบประมาณรองรับกว่า 1,800 ล้านบาท
การช่วยเหลือกลุ่มลูกจ้าง
- โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน ในการรับลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมไปทำงานในจังหวัดอื่นเป็นการชั่ว คราว 2-3 เดือน มีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการแล้ว 530 แห่ง ใน 41 จังหวัด และมีตำแหน่งงานว่างรองรับ 66,443 อัตรา มีลูกจ้างได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเข้าร่วมโครงการแล้ว 11,054 คน ในสถานประกอบการ 64 แห่ง
- โครงการยกระดับฝีมือลูกจ้างที่ประสบอุทกภัยกลับสู่สถานประกอบกิจการ โดยจัดหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นประมาณ 10 วัน ที่ตรงกับความต้องการของแต่ละกิจการ และมีเบี้ยเลี้ยงวันละ 120 บาท
2.สำนักงานประกันสังคม
มีมาตรการให้ความช่วยเหลือทั้งนายจ้างและผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
ขยายเวลาขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจาก 30 วันเป็น 60 วัน
แรงงานซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้าง จะได้รับเงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้างเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ขยายระยะเวลาขอรับประโยชน์ทดแทนจากเดิมกำหนดไว้ 30 วัน เป็น 60 วันนับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน และเมื่อขึ้นทะเบียนแล้วก็สามารถรายงานตัวทางโทรศัพท์ได้
ขณะเดียวกันยังคงความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ออกไปอีก 30 วัน นับจากสถานการณ์อุทกภัยในท้องที่นั้นเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากนั้นภายในเวลา 6 เดือน ให้ไปสมัครเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 โดยจ่ายเงินสมทบเดือนละ 438 บาท เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยการจะได้รับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างต้องอายุไม่เกิน 55 ปี กรณีมีอายุเกิน 55 ปีขึ้นไป จะได้รับสิทธิประโยชน์ ในกรณีชราภาพ โดยได้รับเงินออมบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพ ตามเงื่อนไขในการรับประโยชน์ทดแทน
หากผู้ประกันตนประสงค์จะใช้สิทธิประกันสังคมต่อไป สามารถที่จะสมัคร เป็นผู้ประกันตน โดยสมัครใจตามมาตรา 39 โดยยื่นแบบคำขอเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 ด้วยตนเองภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ออกจากงาน ซึ่งผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จะได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.ประกันสังคมต่อไป รวม 6 กรณี คือ ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย, ทุพพลภาพ, ตายไม่เนื่องจากการทำงาน,คลอดบุตร, สงเคราะห์บุตร,ชราภาพ โดยผู้ประกันตนจะนำส่งเงินสมทบในอัตราเดือนละ 432 บาท ซึ่งปัจจุบันสามารถส่งเงินสมทบได้หลายช่องทาง
นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคมยังมีโครงการให้นายจ้างและลูกจ้างที่ประสบอุทกภัยสามารถ กู้เงินได้ด้วย โดยนายจ้างกู้ได้ไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 3 คงที่ 3 ปี ขณะที่ลูกจ้างกู้ได้ไม่เกินรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 คงที่ 2 ปี (ผู้ประสบอุทกภัย หรือผู้ประกันตน หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ประกันสังคม หรือต้องการความช่วยเหลือต่างๆ สอบถามได้ที่ สายด่วนประกันสังคม โทร.1506 ตลอด 24 ชั่วโมง)
วอนนายจ้าง-ลูกจ้างจับมือฝ่าวิกฤต
นอกจากมาตรการการให้ความช่วยเหลือของทั้งสองหน่วยงานแล้ว กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ยังออกมาตรการและแนวทางการแก้ไขผลกระทบด้านแรงงานสัมพันธ์ ที่เกิดจากสถานการณ์อุทกภัย ปี 2554 เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่า
1.ในกรณีที่สถานประกอบกิจการประสบปัญหาอันเนื่องมาจากผลกระทบจากสถานการณ์ อุทกภัย ผู้แทนนายจ้างกับผู้แทนลูกจ้างควรหารือและร่วมกันดำเนินการทุกวิถีทางเท่า ที่สามารถทำได้ เพื่อประคับประคองให้สถานประกอบกิจการดำเนินการต่อไป โดยไม่มีการเลิกจ้างหรือปิดกิจการ
2.การดำเนินการที่มีผลกระทบต่อนายจ้างและลูกจ้าง ทั้งสองฝ่ายควรใช้ระบบทวิภาคีในการปรึกษาหารือหรือเจรจากัน โดยยึดหลักสุจริตใจ
3.นายจ้างและลูกจ้างควรเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลการประกอบการและสถานภาพตาม ความเป็นจริง จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น
4.การลดค่าใช้จ่ายใดๆของนายจ้าง เช่น ค่าจ้าง สวัสดิการ ฯลฯ ควรรับฟังความคิดเห็น โดยคำนึงถึงความยินยอมพร้อมใจ และได้รับการยอมรับจากลูกจ้างส่วนใหญ่ในองค์กรเป็นหลัก ทั้งนี้ให้หลีกเลี่ยงการใช้อำนาจทางการบริหารเพื่อกดดันลูกจ้างให้ยอมรับ
5.ลูกจ้างพึงตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์อุทกภัย และควรให้ความร่วมมือกับนายจ้างในการแก้ไขปัญหา โดยหลีกเลี่ยงวิธีการที่ใช้ความรุนแรงหรือการใช้สิทธิ โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน เช่น การชุมนุมประท้วง ปิดถนน เป็นต้น
6.ในกรณีที่การเจรจาหรือการร่วมปรึกษาหารือไม่อาจบรรลุข้อยุติ ทั้งสองฝ่ายควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทราบทันทีเพื่อเข้าร่วมหารือและเสนอแนวทางใน การยุติปัญหาโดยเร็ว
7.ในการแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่จะใช้วิธีการที่เป็นกลางยืดหยุ่น และโดยสันติ เพื่อหาแนวทางยุติปัญหา บนพื้นฐานความถูกต้องและเป็นธรรม
8.ผู้นำองค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้าง ควรมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งและข้อพิพาทแรงงาน โดยยึดแนวทางเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ด้วยกันได้โดยสันติ
9.หากนายจ้างจำเป็นต้องลดจำนวนลูกจ้าง ขอให้นำมาตรการและแนวทางบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างมาใช้เป็นแนวทางการดำเนินการ
ผุดมาตราการลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคม- ปล่อยกู้ ‘ผู้ประกอบการ’
ขณะที่นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือแรงงานผู้ประสบอุทกภัยว่า ขณะนี้คณะกรรมการประกันสังคมได้ประชุมกันวานนี้(30 พ.ย.) ได้มีมติอนุมัติโครงการช่วยเหลือแรงงานผู้ประสบภัยและผู้ประกอบการ ได้แก่ 1.การลดการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยแบ่งเป็น2 ระยะ คือ ระยะแรกให้นายจ้างและลูกจ้างลดการจ่ายเงินสมทบลงเหลือเพียงร้อยละ 3 จากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 5 ของอัตราค่าจ้าง เป็นเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย.55 และระยะที่ 2 ให้ลดการจ่ายเงินสมทบเหลือร้อยละ 4 เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนก.ค.55 ถึงสิ้นธ.ค.55 ส่วนรัฐบาลยังคงจ่ายเงินสมทบในอัตราเดิมคือ ร้อยละ 2.75
เมื่อถามว่า มีมาตรการจ่ายค่าชดเชยการว่างงานอย่างไรบ้าง ปลัดกระทรวงแรงงานกล่าวว่า การจ่ายค่าชดเชยจะเป็นไปตามระเบียบของกองทุนประกันสังคม นอกจากนี้ ทางสปส. ยังอนุมัติโครงการเงินสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการกู้ในการเสริมสภาพคล่องการ จ้างงาน วงเงิน 10,000,000,000 บาท ซึ่งจะปล่อยกู้ได้ในวันที่ 1 ม.ค.2555 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 คงที่ตลอด 3 ปี ทั้งนี้ ผู้กู้จะต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน กรณีที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสามารถกู้ได้ในอัตราร้อยละ 5 คงที่ 3 ปี
เมื่อถามว่า เงื่อนไขที่ให้กู้เป็นอย่างไร โรงงานขนาดเล็กหรือผู้ประกอบการรายย่อยสามารถกู้ได้หรือไม่ นายสมเกียรติ กล่าวว่า สถานประกอบการที่จะกู้เงินจากโครงการกรณีที่เป็นสถานประกอบการขนาดเล็ก มีลูกจ้างไม่เกิน 50 คน สามารถกู้เงินได้ 1,000,000 บาท สำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 51-200 คน วงเงินกู้ไม่เกิน 2,000,000บาท และสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 201 คนขึ้นไปสามารถกู้ได้ไม่เกิน 4,000,000 ล้านบาท โดยสถานประกอบการที่จะกู้เงินในโครงการดังกล่าวได้จะต้องเป็นสมาชิกกองทุน ประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ทั้งนี้สามารถยื่นหลักฐานการขอกู้เงินได้ที่ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
เตรียมตำแหน่งงานว่างรองรับคนตกงาน147,365 อัตรา
เมื่อถามว่า ขณะนี้ได้รับรายงานตัวเลขคนตกงานแล้วจำนวนเท่าไหร่ นายสมเกียรติ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากอธิบดีกรมการจัดหางาน หลังจากสั่งให้รวบรวมข้อมูลตำแหน่งงานว่างไว้รองรับผู้ประสบอุทกภัยที่ตกงาน ทราบว่า ทางกรมการจัดหางานเตรียมข้อมูลตำแหน่งงานว่างในรูปแบบเลเบอร์แบงก์ หรือ ธนาคารตำแหน่งงาน ทั้งสิ้น 147, 365 อัตรา แบ่งเป็นตำแหน่งงานในประเทศ 131,356 อัตรา
เมื่อถามว่า พื้นที่รองรับตำแหน่งว่างงานคลอบคลุมพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยหรือไม่ นายสมเกียรติกล่าวว่า ตำแหน่งงานว่าง ที่สามารถจ้างเข้ารับทำงานได้ทันทีมี 4 จังหวัด คือ จังหวัดชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา จำนวนทั้งหมด 28,456 อัตรา ส่วนตำแหน่งงานในต่างประเทศอีกจำนวน 16,000 อัตรา ด้านการรายงานตัวเลขผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ถูกเลิกจ้างขณะนี้ 8,075 คน แต่มีคนเข้ายื่นความจำนงขอให้จัดหาตำแหน่งงานรองรับ กลับมีสูงถึง 9,500 คน
.............
(หมาย เหตุที่มา : ผงะน้ำลด-ทุกข์ท่วมซ้ำ กระทบคนงาน 9 นิคมใหญ่เกือบล้าน ลอยแพแล้วครึ่งหมื่น จับตาเยียวยาจากรัฐ ปลดทุกข์จริงหรือฝันค้าง http://www.tcijthai.com )



