ข่าว

'อภิสิทธิ์'เมินให้ปากคำตร.

'อภิสิทธิ์'เมินให้ปากคำตร.

01 ธ.ค. 2554

'มาร์ค' ลั่น ยังไม่ไป 'นครบาล' หากยังไม่ได้รับหนังสือเชิญให้ปากคำ งง'สื่อ-เฉลิม' รู้ล่วงหน้า จี้พนง.สอบสวนแจง ย้ำจุดยืนค้านออก 'พ.ร.บ.นิรโทษกรรม' แนะ'ตู่' สู้คดีในศาล เตือน 'นายกฯ'หยุด'เสื้อแดง' ก่อนบ้านเมืองลุกเป็นไฟ

          1 ธ.ค.54 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่ตำรวจนครบาลระบุว่า ส่งหนังสือเชิญให้ปากคำในคดีการเสียงชีวิตในเหตุการณ์การชุมนุมช่วงเมษา - พ.ค.ในวันที่ 2 ธันวาคมแล้ว ว่ายังไม่ได้รับหนังสือเชิญไปให้ปากคำจากทางนครบาล จึงไม่ทราบว่ามีการส่งหนังสือไปที่ไหนอย่างไร ซึ่งได้สอบถามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎรธานี อดีต รองนายกรัฐมนตีฝ่ายความมั่นคง ก็ยังไม่ได้รับหนังสือเช่นกัน โดยในวันพรุ่งนี้ 2 พ.ย. ตนมีกำหนดการไปจังหวัดสุโขทัย แต่ยืนยีนว่าพร้อมให้ความร่วมมือในการให้ข้อเท็จจริงอยู่แล้ว แปลกใจว่าเรื่องการเชิญไม่เชิญอย่างไร กลายเป็นว่าสื่อบางฉบับกับนักการเมืองบางฝ่ายทราบก่อนเจ้าตัว ซึ่งเป็นเรื่องแปลก และไม่รู้สึกกดดันที่มีการให้ข่าวว่าตำรวจจัดห้องรอตนและนายสุเทพ เพราะพร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ตนต้องถามว่าถ้ากระบวนการแจ้ง กลายเป็นการแจ้งสื่อกับนัการเมืองฝ่ายตรงข้ามก่อน กรรมการจะมีความเป็นกลางหรือเปล่า กรรมการต้องมาชี้แจงตรงนี้ด้วย

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าตำรวจอ้างว่าควรจะได้รับทราบจากสื่อ แล้วการไม่ไปพบตำรวจพรุ่งนี้จะถูกกล่าวหาว่าบิดพลิ้วหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่มีระบบนี้ และถ้าจะใช้ระบบนี้ตนจะได้ให้การผ่านสื่อบ้าง วันนี้ตนยังไม่ได้รับหนังสือก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นต้องถามทางกรรมการว่าจัดระบบอย่างไร

          "ผมคิดว่าเป็นกระบวนการทางการเมือง ที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าพยายามจะลากมาเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความคิดนิรโทษกรรม แต่ทุกอย่างต้องทำตรงไปตรงมาพวกผมให้ความร่วมมือเต็มที่ และไม่เคยกดดันจึงอยากให้ชี้แจงว่า เหตุใดเรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องที่รองนายกฯบอกได้ล่วงหน้า ฟันธงเรียบร้อยทั้งที่ยังไม่มีการไปให้ข้อเท็จจริงเลย ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำอย่างตรงไปตรงมา ตัวเจ้าหน้าที่ก็จะมีปัญหาเอง เพราะฝ่ายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ต้องใช้สิทธิ์ด้านอื่น ผมคิดว่าการให้สัมภาษณ์ของร.ต.อ.เฉลิมมีลักษณะชี้นำมากขึ้นทุกวัน จึงอยากให้ระมัดระวังด้วย" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

          ผู้สื่อข่าวถามว่า การเร่งรัดดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ จะเป็นแรงกดดันให้ต้องเห็นด้วยกับการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนิรโทษกรรมเป็นคนละเรื่องกัน เพราะคนที่คัดค้านเรื่องนี้ไม่ได้ดูว่าผลประโยชน์จะตกอยู่กับใคร แต่ดูผลประโยชน์ส่วนรวม ว่า มีความเหมาะสมแค่ไหน จะกระทบกับระบบกฎหมาย ระบบนิติรัฐอย่างไรเรื่องนี้คณะกรรมการต่าง ๆ ก็ยังทำงานไม่เสร็จ ควรให้คนเหล่านี้ทำงานไปก่อน เมื่อวานนี้ก็มีการพิจารณากรณีที่จะให้สถาบันพระปกเกล้าศึกษาวิจัย เกี่ยวกับแนวทางปรองดอง ก็ควรรอผลจากการทำงานของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ก่อน

          เมื่อถามว่า การที่รัฐบาลเร่งทำเรื่อง พรบ.นิรโทษกรรม ควบคู่ไปกับการกดดันในทางคดีจะมีผลอะไรในทางสังคมบ้าง ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า มีความพยายามจะบอกว่าต้องทำเรื่องนี้ไม่อย่างนั้นจะไม่จบ แต่ตนอยากให้เข้าใจว่าการทำเรื่องนี้ โดยไม่มีความชัดเจนในเหตุผลที่จะรองรับให้เป็นที่ยอมรับได้ของสังคม มีแต่จะสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ ปัญหาหลายครั้งที่ผ่านมาคนมองที่ตัวบุคคล ว่าใครเกี่ยวข้องอย่างไรและดูประโยชน์ตรงนั้น แทนที่จะดูภาพรวมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นกับส่วนรวมควรแก้ไขอย่างไร ซึ่งตนยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการออก พรบ.นิรโทษกรรมและจะคัดค้านถึงที่สุด เพราะไม่ใช่การแก้ปัญหาให้ส่วนรวมแต่เป็นเรื่องของบุคคล

          ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ที่เกิดกับนายอภิสิทธิ์ในวันนี้ ทำให้เกิดความหวั่นไหวหรือหวาดกลัวหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ เพราะพวกตนที่ทำงานรู้ว่าอะไรเป็นอะไรและเชื่อว่าความจริงเป็นที่รับรู้ของสังคมจะเดินหน้ายืนยันความจริงต่อไป

          ส่วนกรณีที่แกนนำคนเสื้อแดงเริ่มเคลื่อนไหวโดยประกาศจะรวมมวลชน 1 แสน เพื่อสนับสนุนการออก พรบ.นิรโทษกรรมนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ใครอยากแสดงออกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย สามารถทำได้แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายไม่ควรเคลื่อนไหวในลักษณะทำให้เกิดความรู้สึกว่า มีการคุกคามหรือมีผลกระทบต่อคนที่มีหน้าที่ ที่ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา การใช้มวลชนกดดันมีแต่จะกระทบความน่าเชื่อถือในการทำงานของทุกหน่วยงาน ขณะนี้ต้องเข้าใจว่าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลน่าจะทำในสิ่งที่ทำให้เกิดความมั่นใจความน่าเชื่อถือมากกว่า

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ดีเอสไอกำลังจะทบทวนคดีแกนนำ นปช.ปราศรัยหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จะทำให้เกิดปัญหาตามมาหรือไม่ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า ต้องมีคำตอบว่าเหตุผลคืออะไรไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่ากระบวนการยุติธรรมในช่วงต้นน้ำ เป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายผู้มีอำนาจเข้าไปกำหนดได้ ซึ่งจะเป็นอันตรายและตนมีความเป็นห่วงว่า ที่รัฐบาลพยายามเดินอยู่ในขณะนี้จะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้น เพราะขณะนี้ยังมีปัญหาเรื่องน้ำท่วม ประชาชนต้องการเห็นความสามัคคีให้ประเทศเดินหน้า แต่น้ำยังไม่ทันลดรัฐบาลก็หยิบประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งขึ้นมา ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์กับใคร

          เมื่อถามว่า หากยังดำเนินการเช่นนี้หลังน้ำลด แทนที่บ้านเมืองจะสงบจะกลายเป็นลุกเป็นไฟหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยู่ที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ ซึ่งในที่ประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า มีกรรมการหลายคนบอกว่า ถ้าต้องการให้เกิดควมสงบ ความปรองดองมันมีหลายเรื่องที่ต้องทำและลดความขัดแย้งได้ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการระดมทุกภาคส่วน มาฟื้นฟูประเทศหลังประสบภัยครั้งใหญ่ จะได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย หลีกเลี่ยงการนำเอาประเด็นปัญหา และเป็นผลประโยชน์ของคนเพียงบางกลุ่มขึ้นมา

          ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ มีการขยายผลมติ กกต.ให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ พ้นสมาชิกภาพความเป็นส.ส.ว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการล้มรัฐบาลนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายจตุพรควรต่อสู้เรื่องข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ควรสร้างเรื่องว่ามีขบวนการหรือมีเบื้องหลังมีผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นข้อกฎหมายที่มีการร้องเกือบตลอดเวลาเกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติของส.ส.

          “ผมไม่เชื่อว่าเรื่องนี้จะมีธงตามที่คุณจตุพรกล่าวอ้าง คุณจตุพรควรจะต่อสู้ตามสิทธิของตัวเอง หรือคุณจตุพรคิดว่าต่อสู้ไม่ได้จึงต้องใช้วิธีนี้ ถ้ามวลชนมากดดันองค์กรอิสระอีกก็จะย้อนกลับไปยังที่มา ที่เป็นวิกฤตของประเทศทั้งหมด วันนี้ต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่า เรื่องผิดถูกโดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย กระบวนการของศาลจะต้องมีความเป็นอิสระในการตัดสิน บางครั้งคำตัดสินอาจถูกใจไม่ถูกใจคนบ้าง แต่เรื่องความถูกต้องกับความถูกใจเอามาปนกันไม่ได้ นายกควรต้องบอกชัดเจนกับผู้สนับสนุนว่า วันนี้เป็นเวลาที่ทุกฝ่ายควรจะลดละเรื่องที่จะเอาประเด็นความขัดแย้งขึ้นมา ปล่อยให้หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งองค์กรอิสระได้ทำหน้าที่ และแสดงความเป็นผู้นำในเรื่องนี้เพราะคนที่เคลื่อนไหวก็เป็นผู้ที่สนับสนุนฝ่ายนายกฯทั้งสิ้น” ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าว