
มาวิเคราะห์ควันหลงการอภิปรายไม่ไว้วางใจกันสักหน่อย :
มาวิเคราะห์ควันหลงการอภิปรายไม่ไว้วางใจกันสักหน่อย : ประชาธิปไตยฯที่รัก โดย พิชญ์พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
การอภิปรายไม่ไว้วางใจคุณประชาพรหมนอก รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมและผู้อำนวยการ ศปภ. เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ (และแน่นอนว่ามีอีกมากมายที่ไม่น่าสนใจ แต่ด้วยว่าผมต้องทำมาหากินในฐานะนักวิจารณ์และนักวิเคราะห์วิจัยทางการเมือง ก็เลยต้องพยายามพูดเรื่องที่น่าสนใจมากกว่าไม่น่าสนใจ)
เรื่องแรกก็คือเราไม่สามารถหวังพึ่งอะไรกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้มากนักอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่านักการเมืองไม่มีคุณภาพเหมือนที่เราชอบคิด แต่เพราะระบบการอภิปรายที่เป็นอยู่นั้น มันอยู่ในระบบที่ประหลาด
ประหลาดในแง่ที่ว่าในการเมืองปัจจุบัน พื้นที่ทางการเมืองน้อยลงเรื่อยๆ ทุกอย่างจะต้องเป็นเหตุเป็นผลมากขนาดที่ว่าถ้าผิดจริง ก็น่าจะฟ้ององค์กรอิสระมากมาย ไม่เห็นจะต้องเข้าสู่สภาเลย ดังนั้นในความเป็นจริงก็คือ ประเด็นที่อยู่ในสภามันจึงเป็นประเด็นที่ก้ำกึ่ง และหวังผลทางการเมืองมากกว่าคดีความ (ประเด็นนี้ผมพูดมาหลายทีแล้ว เพิ่งนึกได้ แหะๆ)
บทบาทของการประชุมรัฐสภาแบบนี้และโดยเฉพาะที่มีการถ่ายทอดสดจึงเป็นการประชุมที่จะต้องมานั่งคิดว่าจะมีวิถีทางอันใดที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่าที่เป็นอยู่ มิฉะนั้นในภาพรวมก็จะก่อให้เกิดสภาวะความแปลกแยกทางการเมืองมิใช่น้อย เพราะคนไม่ชอบระบอบนี้หรือไม่มีศรัทธาในระบอบนี้ก็จะมองว่าเป็นระบอบที่ศัพท์วัยรุ่นเรียกว่า "เวิ่นเว้อ" เอามากๆ
แต่ในอีกทางหนึ่งผมอยากจะเน้นย้ำว่า แม้ว่าเราจะมองว่าการอภิปรายอาจจะดูเป็นเรื่องเวิ่นเว้อ หาสาระได้ยาก รวมทั้งตัวประธานสภาก็ดูจะไม่มีอำนาจอะไรมากนัก
เรื่องที่สองก็คือคุณประชา ทำหน้าที่ตอบโต้ได้น่าประทับใจ (ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่พูดนั้นเชื่อถือได้ทุกเรื่อง) หรือจะพูดอีกอย่างก็ได้ว่าสอบผ่านการเป็นนักการเมือง โดยเฉพาะลีลาการตอบโต้และการสามารถลากเอาคุณอภิสิทธิ์ต้องลงมาปะทะด้วย (สอบผ่านการเป็นนักการเมือง ไม่ได้แปลว่าสอบผ่านในแง่ของข้อกล่าวหา)
เรื่องที่สามก็คือเราเห็นบทบาทที่โดดเด่นของคุณจุรินทร์ในการควบคุมการอภิปรายในฝ่ายค้านที่น่าชื่นชม (ไม่ได้แปลว่าผมเห็นด้วยกับข้อกล่าวหา) แต่คุณจุรินทร์สร้างความประทับใจมากเวลาที่มีการเจรจาต่อรองกับประธานสภาในเรื่องการบริหารจัดการเวลา อันนี้ผมขอชื่นชมในการทำหน้าที่อันโดดเด่นของคุณจุรินทร์
เรื่องที่สี่ก็คืออย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่ควรจะทำให้เป็นธรรมเนียมใหม่คือการพาดพิงถึงบุคคลนอกสภามากนัก เรื่องนี้จะมาบอกว่าคนที่พูดจะเสียหายเองและอาจถูกฟ้องร้องเอาเองนั้นอันตรายอยู่มาก เพราะว่าคนที่ถูกกล่าวหาเขาเสียหายไปแล้ว
เรื่องที่ห้าผมว่างานนี้น่าสนใจว่าการอภิปรายนั้นอาจจะเป็นลักษณะที่ค่อนข้างรีบเร่ง และไม่ได้เอาจริงเอาจังมากกว่าหนึ่งวัน และมีจุดมุ่งหมายที่จะอภิปรายคุณประชาคนเดียว แต่เชื่อมโยงกับคนอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งที่ประเด็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำ และการบริหารจัดการความช่วยเหลือของ ศปภ นั้นมีมากมาย
เรื่องนี้คงต้องแตกออกมาเป็นสองประเด็นห้าจุดหนึ่ง คือความสลับซับซ้อนของความต่อเนื่องในตัวพัฒนาการการเมืองของไทย ในความหมายที่ว่า ฝ่ายค้านก็เพิ่งจะเป็นรัฐบาลมาก่อน และเรื่องบางเรื่องก็สืบเนื่องและอาจถูกอภิปรายกลับได้ด้วย ทั้งในเชิงเปรียบเทียบและในเชิงการกล่าวหา
เรื่องที่ห้าจุดสองนั้นก็คือตัวคุณประชานั้นไม่ได้ถูกกล่าวหาว่าทุจริต แต่ถูกกล่าวหาในเชิงความไม่มีประสิทธิภาพ และความเป็นร่างทรง รวมไปถึงเรื่องใหญ่ก็คือการปล่อยให้มีนักการเมืองบางกลุ่มเข้ามาหาประโยชน์ใน ศปภ.
เรื่องนี้เป็นประเด็นแหลมคมมากเพราะว่านักการเมืองเหล่านั้นเกือบทั้งหมดมีความเกี่ยวเนื่องกับขบวนการเสื้อแดงเสียด้วย ดังนั้นการยิงทะลุเป้าในความหมายของการเอาคุณประชามาเป็นแกนกลางในการยำนั้นอาจไม่ได้พุ่งเป้าตรงไปที่คุณยิ่งลักษณ์เหมือนที่หลายฝ่ายกลัว...
และในอีกด้านหนึ่ง15 ล้านเสียง และขบวนการเสื้อแดงก็จะต้องตั้งหลักเพื่อตรวจสอบและสื่อสารกับฝ่ายอื่นๆ ที่เขาไม่รู้สึกว่าคุณคือตัวแทนของเขาด้วยครับ เพราะว่าการเมืองนั้นส่วนหนึ่งเขาว่ากันด้วยเรื่องของความเป็นตัวแทนนั่นแหละครับผม



