ข่าว

กพช.หนุนหมื่นล.ช่วยเหยื่อน้ำท่วม

กพช.หนุนหมื่นล.ช่วยเหยื่อน้ำท่วม

30 พ.ย. 2554

กพช.อนุมัติหมื่นล้าน ช่วยโรงงาน-ประชาชนที่ถูกน้ำท่วม อุดหนุนซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน คาดประชาชนกว่าล้านครัวเรือนได้ประโยชน์ ส่วนนโยบายใช้ไฟฟรี ลดเหลือ 50 หน่วย ชี้ประโยชน์จะตกที่กลุ่มคนจนจริง 4 ล้านครัวเรือน พร้อมมีมติเลิกขายเบนซิน 91 ตั

           นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ว่าที่ประชุมมีมติอนุมัติกรอบโครงการแผนการฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดของกระทรวงพลังงาน โดยมีกรอบวงเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท จากกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วม ให้มาเป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ
   
               ส่วนรายละเอียดการอนุมัติใช้วงเงินจะเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานพิจารณาต่อไป แต่ได้วางกรอบคร่าวๆ คือ ในภาคอุตสาหกรรมจะให้การช่วยเหลือทางด้านการเงินเพื่อซ่อมแซม ปรับปรุงและปรับเปลี่ยนเครื่องจักรของโรงงาน ให้เปลี่ยนมาเป็นอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และมาตรการด้านการให้คำปรึกษาและประชาสัมพันธ์ เพื่อฟื้นฟูปรับปรุงสภาพเครื่องจักร โดยนำงบกองทุนไปอุดหนุน ลดราคาอุปกรณ์เครื่องจักร 20% คาดว่าเอสเอ็มอีกว่า 2 หมื่นราย จะได้รับการช่วยเหลือ
   
               ด้านภาคประชาชน จะเสนอให้มีการจัดมหกรรมสินค้า อุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ในพื้นที่จังหวัดที่ประสบอุทกภัย เพื่อให้ประชาชนซื้อสินค้าราคาถูก ทดแทนอุปกรณ์เดิมที่เสียหาย โดยนำเงินกองทุนไปอุดหนุน เพื่อลดราคาอุปกรณ์ 20% ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชน 1 ล้านครัวเรือนได้รับความช่วยเหลือ
   
               ส่วนนโยบายการใช้ไฟฟ้าฟรี ที่ประชุมได้มีมติที่จะลดการใช้ไฟฟ้าฟรี จากครัวเรือนละ 90 หน่วย เหลือ 50 หน่วย เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และลดภาระของภาคเอกชน การปรับลดครั้งนี้จะทำให้ภาคเอกชนลดการแบกรับที่ต้องจ่ายแทนจากหน่วยละ 12 สตางค์ เหลือ 3 สตางค์ และจะลดครัวเรือนที่จะได้รับผลประโยชน์จากเดิม 8 ล้านครัวเรือน เหลือ 4 ล้านครัวเรือน ทำให้ได้ประโยชน์เฉพาะคนที่จนจริงๆ ซึ่งการที่ภาคเอกชนเข้าไปรับภาระในครั้งนี้จะมีมูลค่า 3,517 ล้านบาทต่อปี ลดลงจากเดิมที่จะต้องแบกภาระ 13,306 ล้านบาทต่อปี
   
               นอกจากนี้ ยังได้อนุมัติให้มีการยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 91 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้เอทานอลเพิ่มสูงขึ้น จากอัตราปัจจุบันที่ 1.08 ล้านลิตรต่อวัน เป็นประมาณเกือบ 2 ล้านลิตรต่อวัน หรือจะจำหน่ายได้ประมาณ 404-447 ล้านบาทต่อเดือน โดยประชาชนที่นิยมใช้เบนซิน 91 จะมีทางเลือก คือให้ไปใช้เบนซิน 95 หรือหันมาใช้แก๊สโซฮอล์ ซึ่งจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร
   
               นายพิชัย กล่าวอีกว่า การส่งเสริมพลังงานทดแทนนั้น กระทรวงพลังงานจะหารือกับกระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อดำเนินการปรับโครงสร้างภาษียานยนต์ให้สอดคล้องกันไปด้วย คาดว่าจะมีการประชุมในเร็วๆ นี้ ส่วนเรื่องภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่จะครบกำหนดปรับลดภาษีลงในสิ้นปีนี้ ยังไม่มีการหารือในครั้งนี้ แต่ภาพรวมแล้วรัฐบาลเห็นว่า เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน่าจะชะลอไปก่อน แต่เรื่องนี้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
   
               อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ในปัจจุบันยกเว้นการจัดเก็บ กระทรวงพลังงานกำลังพิจารณาจะกลับมาจัดเก็บอีกครั้ง แต่จะมีผลช่วงหลังปีใหม่ไปแล้ว เพื่อทำให้กองทุนมีฐานะที่ดีขึ้น และสามารถนำไปบริหารความมั่นคงทางด้านพลังงาน