ข่าว

สวรรค์บนดินครอบครัวฮักเคิล

สวรรค์บนดินครอบครัวฮักเคิล

01 ธ.ค. 2554

สะใภ้อินเตอร์ เขยฝรั่ง : สวรรค์บนดินครอบครัวฮักเคิล โดย...เสาวลักษ์ คงภัคพูน // กวินทรา ใจซื่อ

               ฝรั่งวัยเกษียณที่เฝ้าให้อาหารหมู กระต่าย และจิ้งหรีด รวมถึงพรวนดิน หว่านปุ๋ย เก็บพืชผัก บางครั้งถืออุปกรณ์ซ่อมแซมคอกสัตว์เลี้ยงด้วยท่าทางที่ทะมัดทะแมงของนายโอวาล ฮักเคิล ชาวออสเตรีย วัย 61 ปี เป็นภาพที่ชาวบ้านคำบอน ใน จ.ขอนแก่น เห็นกันจนชินตา ที่ครอบครัวฮักเคิลช่วยกันทำการเกษตรที่พวกเขารัก ช่วยกันคิดช่วยกันพัฒนาอย่างจริงจัง จนกลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน

               บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ที่ทำเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ประจำตำบลโนนท่อน มักมีคนที่สนใจทั้งชาวไทยและต่างประเทศแวะเวียนเข้ามาขอข้อมูลความรู้เรื่องการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์บ่อยครั้ง ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้จึงเป็นทั้งบ้านที่มีความรู้ ความรักและความสุขของครอบครัวฮักเคิล

               การกลับมาสร้างหลักปักฐานของ "พรรณี ฮักเคิล" ที่บ้านเกิดเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่ทำไว้กับสามีก่อนที่จะแต่งงานกัน เพราะคิดว่าเมืองไทยน่าอยู่มากกว่า

               "หลังจากเรียนจบ ม.6 ที่ขอนแก่น ก็เข้ากรุงเทพฯ หางานทำได้งานที่โรงงานแห่งหนึ่งในสมุทรปราการ แผนกจัดส่งออกผ้าขายต่างประเทศ พอปี 2535 ช่วงนั้นอายุ 26 ปี บริษัทส่งไปดูงานเรื่องผ้าและความต้องการตลาดที่ฝรั่งเศสนาน 3 เดือน ทำให้บังเอิญได้เจอกับเขาที่ตลาดขายอาหารของคนเอเชียในกรุงปารีส ขณะกำลังเลือกซื้อผลไม้ไทย"

               สไตล์การกินอาหารรสจัดทำให้อาหารไทยหลายเมนูเป็นที่ชื่นชอบ ทุกครั้งที่เสร็จจากงานโอวาล จะมาเลือกซื้อพริก ผัก และผลไม้ที่ตลาดเอเชียทุกครั้ง

               "ครั้งแรกที่เจอกันกำลังเลือกผัก ผลไม้ไทยกับเพื่อน ผมก็เดินเข้ามาถามรสชาติลิ้นจี่กระป๋อง พรรณีเขาก็แนะนำผลไม้อย่างอื่นด้วย ตอนแรกที่เจอกันไม่ได้คิดอะไร เพราะภรรยาเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน"

                แต่มาดสุขุมของโอวาลเตะตาเพื่อนสาวในกลุ่ม พรรณีจึงกลายเป็นแม่สื่อจำเป็นให้กับเพื่อน ทำให้ทั้งสองคนโทรศัพท์พูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบกันบ่อยครั้ง บางครั้งชายหนุ่มก็สอบถามสูตรอาหารไทย ระหว่างนี้ชายหนุ่มได้ชวนมาทำงานเลี้ยงนกพิราบและดูแลบ้าน

               เมื่อครบ 3 เดือนครบกำหนด "พรรณี" ต้องเดินทางกลับไทย ทั้งคู่ยังคงเขียนจดหมายและโทรศัพท์ติดต่อกันประมาณ 6 เดือน "โอวาล" เฝ้าเพียรพยายามชักชวนให้มาทำงานดูแลนกพิราบที่เลี้ยงไว้แข่งขัน และดูแลบ้าน ให้เงินเดือน ให้กิน ให้อยู่ที่บ้านด้วย และยังอนุญาตให้รับงานที่อื่นได้อีก "พรรณี" จึงตัดสินใจลาออกจากงานที่เมืองไทย เดินทางมาทำงานที่ออสเตรีย เช้าดูแลให้อาหารนกพิราบ ทำความสะอาดบ้าน สายๆ ไปทำความสะอาดบ้านอีกหลังใกล้กัน ได้เงินค่าตอบแทนหลังละ 15,000 บาท ตกเดือนนึงได้ 3 หมื่นบาท

               "ช่วงนั้นทำงานอยู่ด้วยนานถึง 4 ปี ระหว่าง 2536-2539 แต่ก็ยังไม่ได้รักกัน ไม่ค่อยได้เจอกัน เดือนหนึ่งได้เจอเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ ไม่เคยคิดที่จะมีครอบครัวหรือแต่งงานกับฝรั่ง แต่บังเอิญช่วงนั้นรัฐบาลออสเตรีย มีกฎหมายให้เลิกจ้างแรงงานจากประเทศอื่น ทำให้เราได้รับผลกระทบด้วย โอวาลเขาก็เลยหาวิธีช่วยด้วยการชวนเราไปจดทะเบียนสมรส"

               แต่เมื่อลูกสาวรู้ก็เข้าใจผิดคิดว่าพ่อจะแต่งงานใหม่ จึงคัดค้านพร้อมกับฟ้องร้องเรียกค่าเลี้ยงดู พรรณีตัดสินใจเดินทางกลับมาเมืองไทย โดยยังไม่จดทะเบียนสมรส ผ่านไป 4 เดือน โอวาลติดต่อกลับมาบอกว่าปัญหาทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ต้องการให้กลับมาทำงานเหมือนเดิม ช่วงนั้นต้องอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีใครแล้ว พรรณีเกิดความสงสารและใจอ่อนยอมเดินทางกลับมาอยู่ที่ออสเตรียทำงานให้อีกครั้ง

               "พอไปถึงยังไม่มั่นใจว่าจะแต่งงาน เพราะเรากลัวว่าจะหมดอิสระ จนเขาชวนอีกครั้งว่าไปจดทะเบียนสมรส จึงตอบตกลงไป แต่มีสัญญาต่อกัน 2 ข้อคือเป็นการทดลองแต่งงาน ถ้าอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็จะหย่าทันที อีกข้อคือต้องกลับมาอยู่ที่ประเทศไทย จะไม่อยู่ที่ออสเตรียจนแก่ตาย เพราะอยู่มา 6 ปีจนรู้สึกเบื่อ ไม่เหมือนเมืองไทย ไม่สบาย บ้านที่ออสเตรียก็อยู่สบายท่างกลางธรรมชาติ บ้านอยู่หุบเขา เดินไปไหนก็ร่มรื่นเย็นสบาย แต่ก็รักเมืองไทยมากกว่า ซึ่งเขาก็ตอบตกลง"

               ความรู้สึกอยากกลับเมืองไทยถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งเมื่อประมาณปี พ.ศ.2539 ได้มีโอกาสรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศออสเตรีย

               "สมเด็จพระเทพฯ ตรัสว่า พวกเราคนไทยโชคดีที่ได้มาพบเห็นเทคโนโลยีใหม่ ได้เห็นประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว ถ้ามีโอกาสให้กลับไปพัฒนาประเทศชาติ" จุดนี้ทำให้พรรณีตัดสินใจเดินทางกลับมาอยู่บ้านเกิดทันที

               ด้วยเงินลงทุนกว่า 6 ล้านบาท ทั้งสองคนนำมาใช้เตรียมพื้นที่ก่อนจะกลับมาอยู่ถาวร ทั้งเตรียมพื้นที่ทำฟาร์มวัวนม มีพ่อและน้องชายช่วยดูแล ช่วงปี 2541-2542 เริ่มมาปักหลักแล้ว พร้อมกับเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างไทยกับออสเตรีย จนปี 2545 จึงย้ายมาอยู่ขอนแก่นอย่างถาวร

               ความแตกต่างทั้งภาษา วัฒนธรรมและความเป็นอยู่ ทำให้ช่วงปีแรกที่กลับมาอยู่บ้านพ่อกับสามีไม่ลงรอยกันนัก จนทำให้พ่อตากับเขยฝรั่งเกือบไม่มองหน้ากัน

               "แต่ละคนก็คิดว่าตัวเองเป็นใหญ่ ทำให้ไม่มีใครยอมใคร เราเป็นคนกลางก็ต้องเป็นกลางจริงๆ พอมีปัญหาก็ต้องรับฟังทั้งสองฝ่าย แล้วค่อยพูดรอมชอมกันไป เราเป็นคนแปลงสารทุกอย่างขึ้นกับคำพูดเรา ถ้าพ่อบอกว่าลูกเขยไม่ดี เราก็มาแปลงสารบอกสามีว่าพ่อชมว่าขยันอะไรก็พูดกันไป พูดแต่เรื่องดีๆ ไม่ทำให้ผิดใจกัน เราซื้อผลไม้มาให้พ่อก็บอกว่าสามีซื้อมาฝาก ทำอย่างนี้มานาน จนทั้งสองคนลงรอยกัน ตอนนี้เวลาจะไปทำบุญพ่อจะบอกว่าจะไปกับฝรั่ง จะให้ฝรั่งไปส่ง สามีเองเวลาที่ทำซุปไก่หรือมีเนื้อหมู ก็จะเผื่อพ่อด้วยทุกครั้ง ใช้เวลานานหลายปีกว่าทั้งสองคนจะเข้าใจกัน ตอนนี้พ่อตาลูกเขยรักกันแล้ว เป็นเรื่องที่สบายใจที่สุดซึ่งปัญหาความแตกต่างทำให้เขยฝรั่งกับเครือญาติ มักจะมีปัญหาความไม่ลงรอยกันเสมอ เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้มีปัญหาครอบครัวที่มีเขยฝรั่ง หย่าร้างกันไปหลายคู่ "

               ปัจจุบันทั้งสองคนมีลูกชาย 1 คน ด.ช.อานอน ฮักเคิล อายุ 13 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เป็นสีสันในบ้าน เป็นกำลังใจในการทำงานให้ทั้งสองคน

               "ลูกเป็นคนสองวัฒนธรรม เราเลือกเลี้ยงลูกแบบรักวัวให้ผูก รักลูกให้ตีอยู่ กิริยามารยาทแบบคนไทยก็ต้องสอน ส่วนสามีก็เลี้ยงแบบฝรั่งให้ลูกแสดงความคิดเห็นได้อิสระเต็มที่ หลายคนถามว่าทำไมไม่ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนในตัวเมือง อย่างหนึ่งคือให้ลูกอยู่ในสายตาให้เรียนโรงเรียนใกล้บ้าน เราจะได้ดูแลเขาได้อย่างใกล้ชิด สอนให้เขารู้จักช่วยเหลือตัวเองให้ได้ เอาตัวรอดได้ในสังคมสมัยใหม่ ถ้าเขาเรียนอ่อนวิชาไหนก็ค่อยให้เขาเรียนเสริมเอา"

               ความรักอิสระไม่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวและอยู่ด้วยกันแบบเพื่อน ทำให้ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันมานาน 20 ปีแล้ว วันนี้ครอบครัวฮักเคิลได้ทำการเกษตรซึ่งเป็นงานที่รัก ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวความรู้ให้กับทุกคนที่สนใจด้วย

--------------------------
(สะใภ้อินเตอร์ เขยฝรั่ง : สวรรค์บนดินครอบครัวฮักเคิล โดย...เสาวลักษ์ คงภัคพูน // กวินทรา ใจซื่อ)