
สาระวันไทยแลนด์
สาระวันไทยแลนด์ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิก 10 ประเทศ ซึ่งแบ่งเป็นสมาชิกดังเดิมที่ร่วมในการก่อตั้ง 5 ประเทศ ตามปฏิญญากรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2504 ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย กับประเทศสมาชิกใหม่ซึ่งเข้ามาสมทบในภายหลัง อันได้แก่ บรูไน เวียดนาม กัมพูชา และพม่า
ก่อนการถือกำเนิดของอาเซียนนั้น โลกยังแบ่งเป็น 2 ค่าย คือเสรีนิยมซึ่งมีสหรัฐเป็นหัวโจก และสังคมนิยมซึ่งมีโซเวียตและจีนเป็นผู้นำ และความขัดแย้งก็ลุกลามสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในรูปของสงครามเวียดนามที่แผ่ขยายสู่กัมพูชาและลาว รวมทั้งการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ในไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ประกอบกับการล้มเลิกของสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีโต้) ทำให้เกิดแนวคิดที่จะเกิดองค์การความร่วมมือเพื่อเริ่มสร้างความมั่นคงของประเทศเสรีนิยมในภูมิภาคนี้ ที่มิได้เน้นด้านการทหารหรือการเผชิญหน้ากับประเทศสังคมนิยมโดยตรง เช่นซีโต้ ดังนั้น ความโดดเด่นของอาเซียนยุคแรกจึงอยู่ที่บทบาทซึ่งเป็นเอกภาพในเวทีระหว่างประเทศ และความเจริญทางเศรษฐกิจ ในขณะที่กลุ่มประเทศสังคมนิยม คือเวียดนาม กัมพูชา และลาว หลังสงครามเวียดนาม มีภาระหนักในการฟื้นฟูประเทศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อสามประเทศอินโดจีนได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน และปรับตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจและสังคมของโลกได้ ความมีเสถียรภาพในทางการเมือง ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และลู่ทางที่สดใสในทางการค้า การลงทุน ทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด โดยมีกัมพูชา และลาว ก้าวตามมาอย่างน่าจับตามอง
ตามกฎบัตรประชาคมอาเซียน ซึ่งลงนามกันที่บาหลี เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ได้ระบุถึงเสาหลักซึ่งค้ำยันประชาคมอาเซียนไว้สามเสา ได้แก่ 1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ซึ่งมุ่งหมายให้ประเทศสมาชิกอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้ง มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันภัยคุกคามในรูปใหม่ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงและปลอดภัย
2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ติดต่อ ค้าขาย สร้างความสามารถในการแข่งขันกับภูมิภาคอื่น เพื่อความมั่งคั่ง และความอยู่ดีกินดีของประชาชน
3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมแห่งอาเซียน เพื่อให้ประชาชนในภูมิภาคนี้อยู่ร่วมกัน ในสังคมที่เอื้ออาทร มีความมั่นคงทางสังคม
แต่เมื่อพิจารณาตามสถานการณ์ปัจจุบัน เสาที่สองคือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นับว่ามีความ สำคัญกว่าอีกสองเสา และขณะที่บทบาททางเศรษฐกิจของประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ มาเลเซีย หรือไทย ลดลงจากเดิม แต่บทบาทของสมาชิกที่เข้ามาภายหลัง อย่างเวียดนาม กัมพูชา และลาว กลับทวีความสำคัญเพิ่มขึ้น ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ความสนใจหรือความสำคัญที่ประชาชนในประเทศเวียดนาม กัมพูชา และลาว มีต่ออาเซียนนั้น มากกว่าที่คนไทยโดยทั่วไปมี
อาเซียนกำลังจะก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจซึ่งไร้พรมแดนในปี 2558 แต่ถ้าถามถึงความพร้อมและความรู้ความเข้าใจที่พี่น้องชาวไทยมีต่ออาเซียนก็นับว่ายังอยู่ในวงจำกัด แต่แทนที่จะมีการส่งเสริมความรู้ในเรื่องนี้ให้มากขึ้น กลับปรากฏว่ารัฐมนตรีที่มีหน้าที่รับผิดชอบการศึกษาของชาติ ออกมาแสดงความเห็นว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมกับการเป็นประชาคมอาเซียน ด้วยเหตุผลว่าจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบด้านการค้าซึ่งยกเว้นอัตราภาษีอากรกับสมาชิกประเทศอื่นของอาเซียน ซึ่งรัฐมนตรีผู้นี้สมัยที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ก็มีดำริจะนำความเชื่อและพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ เช่น ควายธนู เสน่ห์ยาแฝด ปลัดขิก น้ำมันมนต์ มาเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม
ผมไม่ทราบว่าเหตุใดรัฐมนตรีกระทรวงการศึกษาฯ ถึงได้คิดอะไรตื้นๆ เรื่องการค้าการขายแทนรัฐมนตรีพาณิชย์ ทั้งๆ ที่ควรจะหาทางเร่งรัดให้เยาวชนมีความเข้าใจในอาเซียนอย่างกว้างขวาง และใช้เวลา 3 ปีกว่าที่เหลืออยู่นี้ เตรียมความพร้อมในการเป็นประชาคมอาเซียน
แต่ผมไม่แปลกใจหรอกครับที่ประเทศไทยที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้งอาเซียนมาตั้งแต่ต้น กลับสาระวันเตี้ยลงเรื่อยๆ เช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการทำร้ายตัวเองในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากคุณภาพของผู้ที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองนี่แหละครับ



