ข่าว

'ปู'นอนหยอดน้ำเกลือ1คืนลุ้นไปเวียดนาม

'ปู'นอนหยอดน้ำเกลือ1คืนลุ้นไปเวียดนาม

29 พ.ย. 2554

แพทย์สั่ง "ยิ่งลักษณ์" นอนหยอดน้ำเกลือฆ่าเชื้อต่อ 1 คืน รอลุ้นเยือนเวียดนามได้หรือไม่ จนท.-แพทย์เผยชาวบ้านโทรศัพท์สอบถามหมายเลขห้องนายกฯถี่ยิบ หวังรวยวันหวยออก โฆษกรับบาลเชื่อนายกฯหายป่วยทันไปเยือนเวียดนามถกร่วมมือป้องกัน-จัดการภัย พิบัติแน่

    เมื่อเวลา 17. 15 น. วันที่ 29 พ.ย. นพ.อาทิตย์ เจียรนัยศิลาวงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ รพ.พระราม 9 เปิดเผยถึงความคืบหน้าของอาการป่วยจากอาหารเป็นพิษของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่า หลังจากตรวจอาการของนายกฯในช่วงเย็น พบว่าอาการทั่วไปดีขึ้น แต่ยังมีอาการอ่อนเพลียอยู่ คงต้องให้น้ำเกลือต่ออย่างน้อยอีก 1 คืน เพื่อให้ร่างกายดีขึ้น และเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อ กำจัดเชื้อที่เป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษ ซึ่งเวลานี้ไดให้น้ำเกลือไปแล้ว 2 ขวด คาดว่าจะต้องให้ถึง 3 ขวด น่าจะเพียงพอ ขณะนี้นายกฯยังถ่ายอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามในช่วงเช้าของพรุ่งนี้ แพทย์ผู้เป็นเจ้าของไข้คือ นพ.วิชัย ศิริบุญคุ้ม แพทย์เฉพาะทางติดเชื้อทางเดินอาหาร และนพ.เสถียร พู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการรพ.พระราม 9 จะตรวจอาการอีกครั้ง ซึ่งคาดว่านายกรัฐมนตรีอาจจะสามารถกลับบ้านได้ เพราะเวลานี้ทุกอย่างถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ

    ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายกฯจะเดินทางไปต่างประเทศจะอนุญาตหรือไม่ นพ.อาทิตย์กล่าวว่า ต้องให้แพทย์เจ้าของไข้เป็นผู้วินิจฉัย โดยแพทย์จะตรวจอีกครั้งในช่วงเช้าเวลา 07.00-08.00 น. ของวันที่ 30 พ.ย.

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้านายกฯจะขอกลับไปพักที่บ้านคืนนี้จะได้หรือไม่ นพ.อาทิตย์กล่าวว่า ไม่ควร หากจะปฏิบัติภารกิจอะไรก็ต้องรอให้ร่างกายแข็งแรงก่อน ซึ่งตอนนี้นายกฯยังอ่อนเพลีย แต่ให้ความร่วมมือในการตรวจรักษาดี ไม่ดื้อ เชื่อฟังหมอดี ขณะนี้สิ่งสำคัญคือต้องฆ่าเชื้อให้ได้ และต้องกระตุ้นร่างกายนายกฯให้แข็งแรงขึ้น โดยแพทย์ได้ให้ยาคุมไว้หมดแล้ว และกำลังเอาเชื้อไปเพาะเลี้ยงอยู่ จะได้ทราบถึงสาเหตุ

    สำหรับการเดินทางไปเยือนประเทศเวียดนามเพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีที่จะเดินทางไปในช่วงบ่ายของวันที่ 30 พ.ย.นั้น คนใกล้นายกฯเปิดเผยว่า ล่าสุดยังไม่ได้ยกเลิกภารกิจ เนื่องจากนายกฯต้องการจะไป เพราะเคยผลัดมาแล้วครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามจะต้องมีการสรุปอีกครั้งในเวลา 09.00 น. หลังจากแพทย์ประเมินอาการ 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แพทย์และประชาสัมพันธ์โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า หลังจากประชาชนทราบข่าวว่านายกฯป่วยเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้มีประชาชนโทรศัพท์เข้ามาสอบถามอาการป่วย ที่สำคัญทุกสายจะสอบถามว่านายกฯพักอยู่ห้องหมายเลขอะไร เพื่อจะนำไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลและหวย เฉลี่ยชั่วโมงละกว่า 70 สาย แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมเปิดเผยหมายเลขห้อง เพื่อความปลอดภัย และต้องการให้ผู้ป่วยพักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่ต้องการให้ใครมารบกวน  



โฆษกรบ.เชื่อนายกฯหายป่วยทันเยือนเวียดนาม

   

    นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเนชั่นว่า ยังยืนยันตามกำหนดการเดิม และคิดว่าคืนนี้นายกฯพักผ่อนเต็มที่ 1 คืนก็น่าจะหายเพราะวันที่ 30 พ.ย.  เดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในเวลา 13.00 น. จึงคิดว่ามีเวลาอีกครึ่งวันที่นายกฯจะหายทัน

    ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยกำหนดการเยือนเวียดนามของนายกฯว่า นายกฯและคณะประกอบไปด้วย นายสุรพงษ์  โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ และ นางฐิติมา  ฉายแสง มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการในวันพุธที่ 30 พ.ย. ซึ่งเป็นการเยือนประเทศอาเซียน ประเทศที่ 6 ต่อ จากเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย และบรูไน ตามธรรมเนียมปฏิบัติในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่

    ส่วนกำหนดนั้นการออกเดินทางจากท่าอากาศสุวรรณภูมิ ในเวลา 13.00 น. และมีกำหนดการเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการที่จัดขึ้น ณ ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม จากนั้น จะเป็นการหารือข้อราชการระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายเหวียน เติ๊น สุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ซึ่งได้เคยพบปะกันระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 19 และภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ ด้านหน้าสุสานอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ จากนั้นจะเข้าเยี่ยมคารวะ นายเหวียน มิง เจี๊ยต ประธานาธิบดีเวียดนาม  ณ ทำเนียบประธานาธิบดี ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่นายกรัฐมนตรีเวียดนามจัดขึ้นเพื่อเป็น เกียรติแก่นายกรัฐมนตรี ณ เรือนรับรองรัฐบาล  ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย เพื่อเดินทางกลับประเทศไทยถึงท่าอากาศสุวรรณภูมิ ในเวลา 23.00 น.

    อย่างไรก็ตามโอกาสนี้ยืนยันนโยบายและความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับเวียดนาม โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน นอกจากนี้ การเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในครั้งนี้ ยังเป็นการแสดงถึงการส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจกับประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-เวียดนามให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือบนผลประโยชน์ร่วมกันในเชิง “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ที่ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนามครบรอบ 35 ปี

    การเยือนเวียดนามครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะหารือข้อราชการกับนายกรัฐมนตรีเวียดนาม โดยคาดว่าจะมีการหยิบยกประเด็นความร่วมมือด้านการป้องกันภัยธรรมชาติและการ จัดการภัยพิบัติ ซึ่งทั้งไทย-เวียดนามต่างประสบปัญหาอุทกภัย และเห็นความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประเด็นความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องแม่น้ำโขง และจะใช้โอกาสนี้หาลู่ทางขยายการค้าการลงทุนระหว่างกัน อาทิ ด้านการก่อสร้าง พลังงาน ความร่วมมือเรื่องข้าว และการท่องเที่ยวที่นายกรัฐมนตรีจะเชิญชวนให้เวียดนามเข้าร่วมโครงการนำร่อง ACMECS Single Visa เพื่อร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศด้วย