
'ท่วมกาย...ไม่ท่วมใจ'
เล่าสู่กันฟัง : 'ท่วมกาย...ไม่ท่วมใจ' โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์
"มองโลกแง่ดี มีผล เห็นคนอื่นดีมีค่า ปลุกใจให้เกิดศรัทธา ตั้งหน้าทำดีมีคุณ มองโลกด้านร้ายกลายกลับ ใจรับแต่เรื่องเคืองขุ่น เหนื่อยหน่ายเลิกล้างทางบุญ ชีพวุ่นวายแท้แน่เอย" ฝึกโยนิโสมนสิการ คิดอย่างฉลาด ปลุกใจตนเองให้มีความหวัง มีกำลังใจ ก็ชื่อว่าเป็นชาวพุทธที่ดี มีสติ มีปัญญา ธรรมะเป็นกำลังใจให้มีสติปัญญา มีความสามารถในการที่จะฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้เข้าร่วมในการเป็นจิตอาสานำธรรมะไปให้กำลังใจกับผู้ประสบภัยที่ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยน้ำท่วมราชมังคลาฯ หัวหมาก โดยมี พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บรรยายธรรมหัวข้อ "ท่วมกาย...ไม่ท่วมใจ" จึงขอนำสาระของพระคุณเจ้ามาสรุป "เล่าสู่กันฟัง"
พระคุณเจ้าเล่าถึงสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นจากวิกฤติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ว่า จากการที่แต่ละคนล้วนอพยพมาจากคนละแห่งหน ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือฆราวาส นับถือศาสนาพุทธหรือศาสนาใดๆ คนไทยหรือคนต่างด้าว เป็นกำนัน/ผู้ใหญ่บ้านหรือลูกบ้าน ต่างก็ต้องอพยพหนีน้ำมาอยู่ที่เดียวกัน ทำให้รู้จักกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุข ช่วยเหลือกันและกัน สุดท้ายก็เป็นพี่เป็นน้องกัน
หลายคนตัดสินใจทิ้งบ้านช่อง ทรัพย์สิน ของมีค่าต่างๆ หนีน้ำเอาชีวิตรอด ดังคำโคลงโลกนิติว่า "ช้างม้าเมียมิ่งแก้ว เงินทอง ตัวมิตายจักปอง ย่อมได้ ชีวิตสิ่งเดียวของ หายาก ใช่ประทีปเทียนได้ ดับแล้วจุดคืน" ในขณะที่อีกหลายคนมัวแต่คิดเสียดายสมบัติ เสียดายบ้าน คิดมากอยากทำลายตัวเอง และมีปัญหาชีวิตตามมา
น้ำท่วมบ้านเปรียบได้กับช้างตกหล่ม ช้างที่ฉลาดเมื่อตกแล้วจะนิ่ง เอางวงไปคล้องต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อชะลอไม่ให้ตกลงไปเร็ว พร้อมส่งเสียงร้องดังๆ ให้ควาญช้างได้ยิน แต่ลำพังแค่ควาญช้างไม่สามารถจะช่วยได้ จึงต้องใช้ช้างเชือกที่อยู่บนบกมาช่วยดึง เช่นเดียวกัน ผู้ประสบภัยก็เป็นดั่งช้างที่ตกหล่ม รัฐบาลเป็นดั่งควาญช้าง และผู้ที่บ้านน้ำไม่ท่วมก็เป็นดั่งช้างเชือกที่อยู่บนบก ลำพังเพียงแค่รัฐบาลไม่สามารถดูแลผู้ที่ประสบภัยได้หมด ผู้ที่น้ำไม่ท่วมก็ต้องช่วยกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยเช่นกัน
พระคุณเจ้ายังเล่าถึงวิธีการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสอีกว่า ถึงแม้ว่าน้ำจะมาโดยตามธรรมชาติ แต่ก็ได้กวาดเอาสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ไปกับน้ำด้วย เช่น ดินที่ปลูกหญ้าปลูกต้นไม้ไม่ขึ้น เพราะดินเค็มและเปรี้ยว แต่น้ำใหม่ที่มาก็มาพร้อมปุ๋ย ก็จะทำให้การปลูกต้นไม้ให้งอกงาม แม้แต่การสร้างอาคารใหม่ก็จะสร้างแบบมีใต้ถุน เพื่อกันน้ำท่วม เรียกได้ว่า "เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เปลี่ยนพินาศให้เป็นพัฒนา เปลี่ยนปัญหาให้เป็นบทเรียน"
การรู้จักปรับตัวแสดงว่าเป็นคนใจสู้ รู้จักคิดแง่บวก น้ำท่วมกายแต่ไม่ท่วมใจไม่ท่วมสติปัญญา คนที่น้ำท่วมใจท่วมสติปัญญาทำให้คิดไม่ออก หลับตาก็เห็นแต่ภาพน้ำท่วมบ้าน ลืมตาก็เห็นแต่ของหรือรถที่จมน้ำ รู้สึกเศร้าสร้อยเสียใจไปกับสิ่งที่เสียไปแล้ว มองไม่เห็นทางออกจากปัญหาและความทุกข์นี้ไปได้อย่างไร
แล้วจะทำอย่างไร? ประการแรกคือ พักใจและตั้งสติให้ได้ ดั่งคำว่า "สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดมักเกิดปัญหา" พยายามมองให้เห็น ฟังให้ได้ยิน เมื่อมองเห็น ฟังแล้วได้ยินและเข้าใจ สติก็จะมา ปัญญาก็จะเกิด ประการที่สองคือ การยิ้มให้คนอื่น เมื่อคนอื่นยิ้มกลับมาให้เรา จะเกิดความรู้สึกว่า โลกนี้มีความหวัง จะไม่หดหู่ ไม่จมปลักอยู่กับปัญหา
สติจะตื่นขึ้นมาได้อย่างไร? ประการแรกคือ ปลุกใจตัวเองให้มีกำลังใจและสู้ต่อไป ซึ่งวิธีที่จะทำให้ไม่หมดกำลังใจคือ เมื่อจิตตกให้ยกจิต จิตลอยลมให้ดึงลงมา การจะยกจิตได้ต้องฝึกยกสติบ่อยๆ สติคือการรู้ทันปัจจุบัน สมาธิคือคิดเรื่องเดียวคือเรื่องปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงเราจะไม่แก้ปัญหา แต่เป็นการเพิ่มพลัง การที่เราคิดถึงแต่ปัญหาตลอด จะรู้สึกเครียด ทำให้เสียพลัง ขั้นต่อไปก็คือ การฝึกคิดแง่บวก สติบวกกับปัญญา พอตั้งสติได้ ฝึกให้เกิดปัญญา ปัญญาแปลว่า การคิดให้เท่าทัน ดั่งคำเปรียบเปรยที่ว่า "สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย"
---------------------------
(เล่าสู่กันฟัง : 'ท่วมกาย...ไม่ท่วมใจ' โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์ )



