ข่าว

จำคุก'สนธิ'1ปี-ปรับ2หมื่นบาทหลังหมิ่น'ทักษิณ'

จำคุก'สนธิ'1ปี-ปรับ2หมื่นบาทหลังหมิ่น'ทักษิณ'

29 พ.ย. 2554

ศาลอุธรณ์ สั่งจำคุก'สนธิ ลิ้มทองกุล' 1 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท รอลงอาญา 2 ปี คดีหมิ่นประมาท 'ทักษิณ' ยกฟ้อง บรรณาธิการ น.ส.พ.ผู้จัดการรายวัน

                   29 พ.ย.54 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00น น.ที่ห้องพิจารณา 814 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขดำ อ.1062/2549 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายชาตรี ถริปภัสสโร เป็นโจทก์ฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ตามลำดับ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.328 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และส.ว. พ.ศ. 2541  จากกรณีที่เมื่อระหว่างวันที่ 6 - 24 มี.ค. 49 จำเลยที่ 1 กล่าวปราศรัยทำนองว่า โจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเอง และสร้างภาพให้ลูกน้องไปเผาเวทีของพันธมิตรกู้ชาติที่ จ.ภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีบ้า ต้องไล่ให้ไปประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า โจทก์หมกมุ่นในเรื่องไสยศาสตร์ ให้หมอเขมรไปทำพิธีที่ทำเนียบรัฐบาล ทำพิธีฝังรูปฝังรอยที่ศาลพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณสี่แยกราชประสงค์ และอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นเท็จ

                    คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ม.328 จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ม.328 ประกอบพ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ม.48 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 รวม 3 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 รวม 2 ปี และปรับจำเลยที่ 2 ให้ปรับ 40,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1241/2550 ของศาลนี้ ให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อใน นสพ.ผู้จัดการ ไทยรัฐ เดลินิวส์ และมติชน รายวัน รวม 4 ฉบับ เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง

                    ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือโดยละเอียดรอบคอบแล้วเห็นว่า โจทก์จัดการปราศรัยมีประชาชนมานั่งฟังจำนวนมาก จึงต้องใช้เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยจำนวนมาก และใช้อุปกรณ์ในการจัดเวทีปราศรัย ติดป้าย แขวนบัตรจำนวนมากตามไปด้วย ข้อเท็จจริงทำให้จำเลยที่ 1 และคนทั่วไปเข้าใจได้ว่า การจัดปราศรัยของโจทก์ต้องใช้เงินจำนวนมาก การปราศรัยของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เป็นธรรม ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 1 ปราศรัยว่าได้ข้อมูลลับจากนายทหารระดับนายพลว่า มีการสั่งทีมสังหารจากภาคใต้-ภาคอีสาน ให้จัดการลอบสังหารตนเอง และถูกลูกน้องของนายหน้าเหลี่ยมเผาเวทีพันธมิตรกู้ชาติที่จ.ภูเก็ต โดยจำเลยนำสืบว่า ขณะรณรงค์ต่อต้านให้โจทก์ลาออกนั้น บ้านจำเลยถูกลอบยิง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถหาคนร้ายมาลงโทษได้ ประกอบกับเห็นคนแต่งกายคล้ายตำรวจมาซุ่มอยู่แถวบ้าน และเวทีพันธมิตรที่ภูเก็ตก็ถูกเผา ประเด็นนี้โจทก์ไม่ได้นำสืบหักล้าง จึงฟังได้ว่าขณะจำเลยที่ 1 รณรงค์ต่อต้านโจทก์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ตามพฤติการณ์เชื่อได้ว่าเป็นเรื่องจริง จำเลยจึงมีความชอบธรรมที่ป้องกันตัวเอง

                    ส่วนกรณีกล่าวหาว่าโจทก์เป็นบ้านั้น คนทั่วไปยังเห็นว่าโจทก์เป็นคนปกติ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย แต่กรณีที่กล่าวหาว่าชาติกำลังวิบัติ เพราะมีนายกฯที่หมกมุ่นกับไสยศาสตร์นั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทำตามที่จำเลยที่ 1 ปราศรัย และการที่โจทก์จะเชื่อไสยศาสตร์ก็เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับประชาชน การกล่าวหาดังกล่าวของจำเลยในส่วนนี้ย่อมทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง  อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน จึงพิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 328 หนึ่งกระทง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 1 ปี โดยให้รอลงอาญา 2 ปี อนึ่งเพื่อให้หลาบจำให้ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 20,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อใน นสพ.ผู้จัดการ 1 ฉบับ เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ส่วนจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง