
ตร.จ่อไปลาวรับตัวหัวโจกปล้นปลัดคค.
ผบช.น.สั่งตำรวจประสาน สปป.ลาวเร่งไล่ล่า “โก้” หัวหน้าแก๊งปล้นเงินบ้านปลัดคค. เผยหนีไปกลบดานที่เมืองกาญจน์ก่อนพาลูกแม่ขึ้นอีสานทะลุลาว อาศรัยอยู่กับผู้กว้างขวางแขวงสะหวันนะเขต ตร.เตรียมไปลาวรับตัวขณะที่ทางญาติกำลังกล่อมให้มอบตัวอยู่ แบงก์ชาติรอ
28พ.ย.2554 การติดตามจับกุมนายวีระศักดิ์ หรือโก้ เชื่อลี อายุ 36 ปี นายพงษ์ศักดิ์ นามวงศ์ อายุ 35 ปี และนายคำนวณ หรือนวณ เมฆน้อย อายุ 38 ปี ผู้ต้องหาคดีปล้นบ้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ยังหลบหนีการจับกุมอยู่นั้น พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คนที่ยังหลบหนีอยู่ โดยในส่วนของนายโก้ได้ประสานไปยังเจ้าหน้าท้องถิ่นและภูธรในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ให้ช่วยเร่งติดตามตัว ซึ่งยืนยันว่า ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ถูกฆ่าตัดตอนแต่อย่างใด ส่วนเรื่องเงิน 100 ล้านที่นำไปฝากไว้บ้านญาติ 2 จุดทางฝั่งตะวันออกกับ จ.กาญจนบุรีนั้น ยังไม่พบเงินเพิ่มเติม แต่ทางเจ้าหน้าที่จะพยายามหาว่า นำเงินส่วนที่เหลือไปไว้ไหน เพราะหลังจากก่อเหตุนายโก้ได้แยกย้ายไปทางฝั่งตะวันออก ทำให้เงินที่ได้ไปอยู่ในไทยเป็นส่วนมาก และคาดว่า นายโก้เงินสดข้ามไปยังประเทศลาวประมาณ 4-5 แสนบาทเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ยินข่าวว่ามีคนพบนายโก้ให้เงินเด็กนั่งดริงก์ใน สปป.ลาวเป็นความจริงหรือไม่ และอีกกี่วันจะได้ตัวนายโก้กลับมา พล.ต.ท.วินัยกล่าวว่า ช่วงนี้ข่าวลือเยอะ โดยส่วนตัวอยากจะจับตัวนายโก้ให้ได้เร็วๆ พรุ่งนี้ได้ยิ่งดี เพราะคนตามก็ตาม ส่วนคนหนีก็หนี ยืนยันว่า ตำรวจได้ประสานงานกับทางฝั่งลาวให้ช่วยติดตามตัวตลอด ส่วนที่มีข่าวลือออกมาอีกว่า นายโก้ เสียชีวิตแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง เป็นเพียงข่าวลือกันไป ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 คนที่ยังหลบหนีอยู่ประเทศไทยนั้น ขณะนี้ได้ขาดการติดต่อไป ซึ่งเชื่อว่า หลบหนีไปอยู่ตามชายแดนพม่า เพราะนายคำนวณเป็นคน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยืนยันว่า ตำรวจยังคงออกติดตามตัวอย่างต่อเนื่อง และยากรับว่า ยากต่อการจับกุมตัว
รายงานข่าวแจ้งว่า จากแนวทางการสืบสวนของตำรวจสืบสวน ภ.จว.กาญจนบุรี ทราบว่า ก่อนหน้านี้นายโก้ เคยทำงานอยู่ในอู่ซ่อมรถยนต์แห่งหนึ่งในเขตตัวเมืองกาญจนบุรี แต่หลังก่อเหตุนายโก้ หนีกลับไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่บ้านพักในหมู่บ้านกรุงไทย ต.ปากแพรก อ.เมืองกาญจนบุรี โดยนำเงินส่วนหนึ่งที่ปล้นมาให้แก่เจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์แห่งนี้ จากนั้นอีก 2 วันต่อมานายโก้ ได้หนีกลับไปภูมิลำเนาเดิมที่ภาคอีสาน พร้อมกับภรรยาและลูก จากนั้นได้หนีข้ามฝั่งเข้าไปใน สปป.ลาว
ด้าน พ.ต.อ.ภัทรชัย กอสนาน ผกก.สส.ภ.จว.กาญจนบุรี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาล ทราบว่า นายโก้ หนีกลับไปกบดานที่ จ.กาญจนบุรี หลังจากก่อเหตุได้ 3 วัน จึงนำกำลังเดินทางเข้าตรวจค้น แต่นายวีระศักดิ์ ไหวตัวทันหลบหนีไปได้ แต่เจ้าหน้าที่พบเงินสดและหลักฐานจำนวนหนึ่ง จากนั้นได้รับการประสานจากตำรวจนครบาลให้สืบสวนขยายผลในพื้นที่ต่อไป ตนจึงมอบหมายให้ พ.ต.ท.พีระพจน์ ระหว่างบ้าน รอง ผกก.สส.ภ.จว.กาญจนบุรี ลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวตามแหล่งต่างๆ ที่เชื่อว่านายวีระศักดิ์ อาจจะติดต่อกับญาติหรือคนรู้จักในพื้นที่ อ.เมืองกาญจนบุรี และอ.บ่อพลอย ที่นายวีระศักดิ์ เคยทำงานอยู่ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า
รายงานข่าวแจ้งว่า ภายในสัปดาห์นี้ตำรวจจะเดินทางไปรับตัวนายวีระศักดิ์ ที่หลบหนีไปอยู่กับผู้กว้างขวางในแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว หลังจากประสานตำรวจลาวให้ช่วยติดตามตัว ขณะที่ญาติของนายวีระศักดิ์จะเดินทางไป สปป.ลาว ทางด่านชายแดน จ.มุกดาหาร ในวันที่ 28 พ.ย.นี้ เพื่อพยายามเกลี้ยกล่อมให้นายวีระศักดิ์ กลับมามอบตัว
แบงก์ชาติรอ ป.ป.ช.ขอความร่วมมือ
ด้าน นายนพพร ประโมจนีย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คดีของนายสุพจน์ หากทราบแหล่งที่มาของเงินว่าเบิกมาจากธนาคารพาณิชย์ใด น่าจะพอทราบข้อมูลของผู้เบิกถอนออกมาได้ โดยสอบถามจากผู้จัดการสาขาของธนาคารพาณิชย์รายนั้นๆ เพราะปกติเวลาลูกค้าจะเบิกถอนเงินสดออกไปครั้งละมากๆ แม้จะไม่เกิน 2 ล้านบาท ผู้จัดการสาขาจะสอบถามถึงสาเหตุการเบิกถอนเงินเหล่านี้ออกไปใช้ และถ้าเป็นการเบิกถอนในหลายๆ ครั้งแล้ว เชื่อว่าผู้จัดการสาขาของธนาคารพาณิชย์น่าจะพอทราบว่า ใครเป็นผู้เบิกถอนออกไป
อย่างไรก็ตามยอมรับว่า การตรวจสอบหาผู้เบิกถอนเงินนั้น ถือเป็นเรื่องค่อนข้างยาก โดยเฉพาะธนบัตรที่เบิกถอนออกไปเป็นธนบัตรเก่าที่ตัวเลขชุดบนธนบัตรไม่ได้เป็นชุดเดียวกัน แต่น่าจะพอตรวจสอบได้ว่าเบิกถอนออกมาจากธนาคารพาณิชย์รายใด ซึ่งขณะนี้ ธปท.เองอยู่ระหว่างรอหนังสือขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการจากทาง ป.ป.ช. รวมถึงข้อมูลในเบื้องต้น เพราะ ธปท.เองยังไม่ทราบว่าธนบัตรที่ยึดได้นั้น เป็นธนบัตรเก่าหรือธนบัตรใหม่
"สุกำพล"ลงนามตั้งกก.สอบเงินสุพจน์
ด้านพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในเรื่องที่นายสุพจน์ ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ โดยมีนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแล้ว กรรมการประกอบด้วยนายพันธุ์ชัย วัฒนชัย ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี นายเรวัตร จันทร์ประเสริฐ ผู้ตรวจราชการอัยการ และนายพงษ์ศักดิ์ สมใจ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย โดยคณะกรรมการฯ มีอำนาจหน้าที่สามารถเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงเรื่องคดีที่นายสุพจน์ ถูกปล้น และให้สรุปเสนอ แต่ไม่ได้กำหนดระยะเวลา ส่วนประเด็นที่จะสอบสวนจะมุ่งเน้นเฉพาะความร่ำรวยผิดปกติ โดยจะสอบที่มาของเงิน เส้นทางเงินของนายสุพจน์ว่ามีจำนวนเท่าใด ได้มาโดยสุจริตหรือไม่ จากนั้นจะนำผลสรุปมาพิจารณาความผิดตามระเบียบราชการต่อไป
ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าเงินที่ได้จากการปล้นบ้านนายสุพจน์ อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตในโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ในรัฐบาลชุดก่อนนั้น มองว่ าคำพูดของร.ต.อ.เฉลิม เป็นเพียงข้อกล่าวหาลอยๆ ที่ไม่มีหลักฐาน ดังนั้นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงไม่จำเป็นต้องสอบข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตโครงการรถไฟฟ้าตามที่ถูกกล่าวหา ทั้งนี้มั่นใจว่า โครงการมีความโปร่ง และไม่ทุจริต ดังนั้นอย่าไปกลัว และจะสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ของรัฐบาลต่อไป จะไม่หยุดชะงักจากปัญหาดังกล่าวแน่นอน
รมว.คมนาคม กล่าวต่อว่า ส่วนโครงการถนนไร้ฝุ่นที่ถูกกล่าวหาด้วยนั้น มั่นใจว่ามีความโปร่งใส เมื่อเร็วๆนี้ได้เรียกอธิบดีกรมทางหลวงชนบท และอธิบดีกรมทางหลวงมาสอบถามและชี้แจง ไม่พบว่า มีปัญหาทุจริต ส่วนกรณีที่ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะกำกับดูแลกรมทางหลวงชนบท สั่งการให้สอบข้อเท็จจริงกรณีถูกกล่าวหาว่า อาจทุจริตในโครงการถนนปลอดไร้ฝุ่นก่อนหน้านี้ เป็นการตัดสินใจของพล.ต.ท.ชัจจ์ แต่หากในอนาคตใครมีหลักฐานข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตในโครงการใดของกระทรวงคมนาคม ให้ส่งข้อมูลมาให้ เพื่อที่จะเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที



