
ทบ.ยันไม่ป้องทหารนอกแถวหากพันลอบยิงสนธิ
รองโฆษกทบ.แจงกองทัพไม่ป้องทหารนอกแถวหากพัวพันคดีลอบยิงสนธิ ผบ.ทบ.สั่งผบ.หน่วยลงพื้นที่ทั่วประเทศแจงเหตุม็อบเสื้อแดง กองทัพไทยวอนทุกยุติความรุนแรง รู้รักสามัคคี เลิกแบ่งสี ป้องสงครามกลางเมือง ไทย-ฆ่าไทย บก.กองทัพไทย สนองรัฐบาล-รมว.กลาโหมจัดสัมมนาหาย
(4พ.ค.)พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ระบุว่ามีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารว่า ที่ประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ ทหารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตรวจสอบ ทั้งนี้ คงต้องรอผลการสอบสวน
"ทั้งนี้ กองทัพไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นคนยิง แต่กองทัพยึดถือกฎหมายเป็นหลักในการดำเนินการ หากใครผิดต้องดำเนินการ เพราะเราไม่ปกป้องคนชั่ว อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องกระสุนปืนเอ็ม 16 ที่ระบุว่าเป็นของกองทัพนั้น เป็นเพียงกระแสข่าว ซึ่งขณะนี้ตำรวจได้ทำหนังสือมายังกองทัพ เพื่อให้ช่วยตรวจสอบว่าเป็นกระสุนของหน่วยใด ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการให้เจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารบก และเจ้ากรมสรรพาวุธทหารบกตรวจสอบอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ" รองโฆษกกองทัพบก กล่าว
ผบ.ทบ.สั่งผบ.หน่วยลงพื้นที่ทั่วไทยแจงเหตุม็อบเสื้อแดง
ที่กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานการประชุมหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก (นขต.) ประจำเดือนพฤษภาคม โดยมีผู้บัญชาการหน่วยและผู้บังคับกองพันทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม จากนั้น พ.อ.หญิงศิริจันทร์ แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุม พล.อ.อนุพงษ์ ได้กล่าวถึงบทบาทกองทัพบกในการดูแลสถานการณ์บ้านเมืองให้เกิดความเรียบร้อยว่าปัญหาเร่งด่วนที่เกิดในสังคมไทยขณะนี้ คือ ความแตกแยก ซึ่งกองทัพบกเป็นสถาบันหลักที่มีศักยภาพที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาได้ ด้วยการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคม
“ผู้บัญชาการทหารบกสั่งการให้ผู้บังคับหน่วยทุกระดับจนถึงผู้บังคับกองพันต้องให้ความสำคัญกับการช่วยลดความแตกแยกของคนในสังคม และสร้างสังคมให้มีความสมานสามัคคีในทุกวิถีทาง โดยให้ ผู้บังคับหน่วยลงไปกำกับดูแลด้วยตนเอง และใช้ชุดวิทยากรจากโครงการสู้วิกฤตเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เข้าไปรับรู้ปัญหาประชาชนขณะนี้ เสริมด้วยการจัดคณะชี้แจงสถานการณ์จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ลงพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่เฉพาะภาคอีสานหรือภาคเหนือ เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนถึงข้อเท็จจริงตั้งแต่การชุมนุม การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจและทหารในการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อลดความแตกแยก รวมชี้แจงบทบาทกองทัพในการประคับประคองสถานการณ์ของประเทศให้มั่นคง ” รองโฆษกกองทัพบกกล่าว
พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์ ให้แนวทางชี้แจงกับประชาชน โดยยืนยันจุดยืนกองทัพบกว่าเป็นทหารของชาติ และเป็นทหารในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การดำเนินการทุกอย่างของกองทัพบก เพื่อประชาชนและความมั่นคงของชาติเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้ คณะทำงานจะรับฟังความเห็นของประชาชน เพื่อชี้แจงผู้บังคับบัญชาให้รับทราบ เพื่อประเมินและปรับข้อมูลให้สอดคล้อง
พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการสู้วิกฤตจากการลงพื้นที่พบว่ามีกว่า 100 เรื่องที่ดำเนินการไปแล้ว ส่วนเรื่องที่ยังไม่สามารถแก้ไขในพื้นที่ก็จะนำเรื่องมาประสานเรื่องขึ้นมาจากกองทัพภาค มาที่กองทัพ ประสานไปยัง กอ.รมน. เพื่อพิจารณาของบประมาณรัฐบาลในการช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้ ปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องการบุกรุกที่ดิน ปัญหาเกษตร ปัญหาการศึกษา ปัญหาความยากจน
กองทัพไทยวอนทุกฝ่ายยุติความรุนแรง-ทำลายประเทศไทย
ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.อ.บุรีรัตน์ รัตนวานิช รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวในพิธีเปิดกิจกรรมหยุดทำร้ายประเทศไทย ที่กองบัญชาการกองทัพไทยว่า ขณะนี้สังคมไทยอยู่ในสภาวะขาดความสามัคคี เนื่องจากความขัดแย้งที่ขยายตัวเป็นความแตกแยกของกลุ่มบุคคล มีผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก แม้ว่ารัฐบาลและส่วนราชการทุกภาคส่วนจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเต็มความสามารถ แต่ยังมีภาพแห่งความขัดแย้ง ความไม่มั่นใจ ลังเล และความเข้าใจผิดเกิดขึ้นอยู่ทั่วไป
“วันนี้จึงเป็นวันดีที่ทุกคนในสังคมจะร่วมมือร่วมใจกันแสดงออกให้สาธารณชน ประชาคมโลกเห็นว่า เรารักความสงบ ต้องการความสามัคคี และการเคารพซึ่งกฎหมาย เสรีภาพของผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำรงอยู่ของสังคมและประเทศไทย ความสามัคคีและสันติที่เกิดขึ้นในชาติจะทำให้ประเทศไทยดำรงอยู่อย่างมั่นคง มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป ในโอกาสนี้นายทหารทุกคนได้ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 3 นาที และร่วมกันโบกธงชาติ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการยุติความรุนแรงและการทำร้ายประเทศไทย รวมทั้งเปิดเพลงหยุดทำร้ายประเทศไทย ” รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าว
ทั้งนี้ เดิมพล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) จะมาเป็นประธานในพิธีดังกล่าว แต่ได้ยกเลิกกำหนดการนี้ไปเพื่อไปประชุมร่วมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีที่กระทรวงการต่างประเทศ เรื่องการประชุมอาเซียน ขณะที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก พล.ท.สันต์ จริยาจิรวัฒนา หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา สำนักงานผู้บังคับบัญชา เป็นประธานในพิธีกล่าวปฏิญญาประชาชน หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง เพื่อร่วมรณรงค์ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา โดยมีข้าราชการนายทหารสังกัดกองทัพบก จำนวน 2 พันนายร่วมออกมาแสดงพลัง ยุติการใช้ความรุนแรง โดยได้มีการนำธงชาติออกมาโบกสบัดเพื่อแสดงถึงความเป็นชาติไทยหนึ่งเดียว และไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ซึ่งในการร่วมแสดงพลังครั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และนายทหารระดับสูงของกองทัพบกไม่ได้เข้าร่วมพิธีเนื่องจากติดภารกิจการประชุมหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก
พล.ท.สันต์ กล่าวประกาศปฏิญญาว่า เราประชาชนคนส่วนใหญ่ในชาติเห็นพ้องต้องกันว่า ความขัดแย้งแบ่งฝ่าย แบ่งสีที่เกิดขึ้นอันนำไปสู่ความรุนแรงที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่ภาพลักษณ์ของชาติ ทั้งยังเป็นเหตุสำคัญที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก เราเห็นว่า หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้สังคมไทยจะแตกเป็นเสี่ยงและอาจเกิดสงครามกลางเมืองที่คนไทยลงมือเข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชาติไทยจะสูญสลาย นำความพ่ายแพ้สูญเสียยับเยินมาสู่คนไทยทั้งชาติ
พล.อ.สันต์ กล่าวต่อว่า เราทั้งหลายจึงร่วมกันประกาศปฏิญญาประชาชนดังต่อไปนี้ 1.ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดใช้ความรุนแรงทั้งทางกาย และวาจา 2.วิงวอนให้ทุกฝ่ายเคารพเสรีภาพของคนอื่นและกฎหมายไม่อ้างเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยของตนมาละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น 3.ขอให้คู่กรณีที่ขัดแย้งหาทางออกโดยสันติวิธี และขอให้ผู้นำทางการเมืองทั้งอดีตและปัจจุบัน และบุคคลทั้งหลายที่ทำตนเป็นผู้ปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความเกลียดชังหยุดกระทำนอกวิถีประชาธิปไตยที่จะนำชาติไทยสู่หายนะ 4.ขอให้ยุติการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ 5.ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐทำหน้าที่ของตนเองตามกฎหมาย และเป็นไปด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ และมีมาตรฐานเดียว
พล.อ.สันต์ กล่าวว่า 6.ขอให้สื่อมวลชนรักษาจรรยาบรรณโดยไม่ใช้สื่อไปเพื่อประโยชน์การเมือง 7.ขอให้ผู้สนับสนุนทางการเงินหรือประโยชน์อื่นปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความเกลียดชังยุติการให้การสนับสนุนทางการเงิน 8.ขอให้รัฐบาลทำหน้าที่อย่างตรงตรงมา โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ และมีมาตรฐานเดียว 9. ขอให้ประชาชนทุกคนที่รักชาติและเห็นด้วยกับแนวทางนี้เผยแพร่ปฏิญญานี้ไปยังเครือข่ายและผู้ที่รู้จักร่วมกันลงชื่อในปฏิญญา เพื่อนำปฏิญญาประชาชนและรายชื่อผู้สนับสนุนส่งไปยังบุคคลทุกฝ่ายที่กำลังขัดแย้งกัน
กลาโหมจัดสัมมนาหายุทธวิธีสลายชุมนุมยึดรูปแบบสากล
ที่กองบัญชาการกองทัพไทยเช่นกัน พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รองเสนาธิการทหาร ได้เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “สรุปบทเรียนจากการปฏิบัติในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เฉพาะกรณีแนวทางการใช้กำลังในการควบคุมฝูงชน” โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยผู้ช่วยเสนาธิการเหล่าทัพ เจ้ากรมเสนาธิการร่วม และเจ้ากรมเสนาธิการเหล่าทัพในสายงานข่าว ยุทธการ และสายงานกิจการพลเรือน และผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประมาณ 70 คน ทั้งนี้เพื่อระดมความเห็น และสรุปผลการดำเนินการที่ผ่านมาในการควบคุมฝูงชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน นำไปสู่การพัฒนาแนวทางการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับสถานการณ์เป็นไปตามขั้นตอนภายใต้กรอบของกฎหมาย และสอดคล้องกับหลักการสากลสำหรับนำเสนอรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
พล.อ.วรพงษ์ กล่าวว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้เพื่อแสดงข้อคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ทั้งกฎหมายรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการต่อฝูงชน แนวทางการปฏิบัติการข่าวเพื่อแก้ปัญหาการก่อการชุมนุม รวมถึงข้อคิดเห็นในประเด็นอื่น ๆ โดยเฉพาะการพัฒนาความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขการก่อความไม่สงบจากการชุมนุม
“การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่ผ่านมา ทหารและตำรวจมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องในการดูแลความเรียบร้อยและได้ปฏิบัติตามขั้นตอน แผนต่าง ๆ ดีเป็นที่น่าพอใจแล้วก็ตาม แต่ยังมีบางประเด็นที่บางองค์กรโดยเฉพาะองค์กรภาคเอกชนและฝ่ายค้านพยายามหยิบยกมาโจมตีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ จนส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลง เนื่องจากทำให้เกิดความไม่กล้าและเกร็ง ผู้บังคับบัญชาจึงเห็นว่าควรจะมาพิจารณากันว่าการปฏิบัติที่ว่าดีแล้ว แต่สังคมที่เกี่ยวข้องยังมองว่าไม่ดีพอ จึงต้องปรับให้ตรงกัน” พล.อ.วรพงษ์ กล่าวและว่า
ในการทำงานเราจะเอาเฉพาะมาตรฐานของเราเป็นหลักคงไม่ได้ ต้องดูมาตรฐานของประเทศ ของสังคมและโลกมาประกอบด้วย การสัมมนาครั้งนี้เราจะดูตั้งแต่ข้อกฎหมาย เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้มีเพียงพอหรือไม่ และความพร้อมของกำลังพลว่ามีมากน้อยเพียงใด ต้องเพิ่มเติมอะไรหรือไม่ เพื่อกำหนดเป็นกรอบและเสนอให้รัฐบาล นักการเมืองทั้งสองฝ่ายและองค์กรต่างๆ พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป เพื่อให้การปฏิบัติอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ถ้าครั้งต่อไป เราทำตามาตรฐานที่กำหนดนี้แล้ว เราจะได้ไม่ต้องถูกสังคมตำหนิหรือโจมตีอีก แม้ว่าเราจะมีกรอบที่ถูกต้อง ถูกใจทุกส่วนแล้ว เราก็ต้องฝึกกำลังพลให้ตรงกับกรอบที่กำหนดด้วย เพราะในบางสถานการณ์ที่มีความเครียดและกดดัน อาจทำให้การปฏิบัติของกำลังพลออกนอกกรอบ หรือสูงกว่ากรอบที่กำหนด เข้าข่ายลักษณะการเกินกว่าเหตุ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาได้ จึงต้องตีความว่าการเกินกว่าเหตุและไม่เกินกว่าเหตุนั้น อยู่ตรงไหน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการสัมมนานครั้งนี้มีพ่อค้าอาวุธได้นำอาวุธ และเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมม็อบมาเสนอให้กองทัพเพื่อจัดซื้อ อาทิเช่น กระบองไฟฟ้า โล่ สนับเข่า ชุดเกราะ หมวกเกราะ หน้ากากกันแก๊ส กุญแจมือแบบพสาลติก หมวกกันน๊อค ปืนตาข่าย และอีกมากมาย ซึ่งได้รับความสนใจจากทหารเป็นจำนวนมาก
ตร.นำ ส.ศิวรักษ์ฝากขังศาลขอนแก่นข้อหาหมิ่นสถาบัน
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 พ.ค. นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นักเขียนชื่อดัง ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.สุธน สีหามาตย์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ตามความผิดฐานหมิ่นสถาบัน จากที่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุลักษณ์ ในเนื้อหาบรรยายพิเศษเรื่อง ปรัชญาพื้นบ้าน ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีข้อความจาบจ้วงสถาบัน เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 และถูกจับกุมเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2551 โดยมี รศ.กิตติบดี ใยพลู คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ใช้ตำแหน่งประกันตัวไปนั้น
ล่าสุด เวลา 10.30 น.วันที่ 4 พ.ค. 2552 ซึ่งครบกำหนด 6 เดือนตามที่กฏหมายกำหนดการควบคุมตัวของตำรวจ นายสุลักษณ์ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี และถูกนำตัวมาฝากขังที่ศาลจังหวัดขอนแก่น โดยมี รศ.กิตติบดี ใช้ตำแหน่งยื่นประกันตัวในชั้นศาล ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกันตัวได้
ส.ศิวรักษ์ กล่าวว่า คดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. 2550 มาถูกจับกุมเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2551 ซึ่งมีความชัดเจนว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง เพราะดองคดีไว้กว่า 1 ปี จึงมีการจับกุม และเข้าจับกุมในยามวิกาลที่บ้านพักในเขตบางรัก กทม. ทำเหมือนกับเป็นฆาตกร ส่วนวันนี้เมื่อครบ 6 เดือนตำรวจก็หมดอำนาจในการฝากขัง จึงต้องนำตัวมาฝากขังที่ศาล ซึ่งก็ได้พูดกับศาลโดยให้ความเห็นไปหลายประการ โดยเฉพาะกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แจ้งความดำเนินคดีกับตน 3-4 คดี
ส่วนคดีนี้ที่มาบรรยายพิเศษเรื่อง ปรัชญาพื้นบ้าน ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2550 แต่มาจับเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2551 ระยะเวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี ซึ่งเป็นเกมการเมืองแน่นอน เพราะหลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้วพวกนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังคุมเกมกันอยู่
ส.ศิวรักษ์ ยังตั้งข้อสังเกตุว่า ตำรวจนำตัวมาฝากขังกับศาล ทั้งที่คดีนาน 6 เดือนมาแล้ว แต่ทำไมคดียังไม่แล้วเสร็จ ทั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเองได้ยื่นสำนวนการสอบสวนไปถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาแต่ก็ยังไม่มีคำสั่งมาเสียที ดังนั้นจึงต้องเป็นความผิดของตำรวจไม่ใช่ความผิดของตน
ส.ศิวรักษ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาหาถามว่าจะให้ช่วยอย่างไรได้บ้าง จึงได้เล่าให้ฟังว่าคดีนี้เป็นคดีการเมือง คดีที่ถูกเขาเล่นงาน ยิ่งหากมีการส่งเรื่องให้อัยการก็จะเสียหายมากไปอีก ขณะนี้เรื่องยังอยู่ที่ตำรวจนายกรัฐมนตรีสามารถสั่งการไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ เพราะอำนาจการบริหารสูงสุดอยู่ที่นายกรัฐมนตรี
“ผมยืนยันว่าคดีที่ จ.ขอนแก่นนี้เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างแน่นอน เพราะคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทุกคดีเป็นคดีการเมือง โดยคดีของตนมีความชัดเจนมากเพราะฝ่ายยื่นฟ้องเขาต้องการชี้ให้เห็นว่าแม้คนจงรักภักดีอย่างผมก็ต้องเอามันเข้าคุก แสดงว่ารัฐบาลที่อ้างว่าจงรักภักดียังไม่สามารถปกป้องคนที่จงรักภักดีไว้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้นายกอภิสิทธิ์ ก็ต้องเล่นเกมการเมืองโต้กลับไปเลย”ส.ศิวรักษ์กล่าว



