
"คำพิพากษาของศาล จะเป็นบทเรียนให้กับนักการเมือง"
ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เป็นผู้หนึ่งที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลต้องชดเชยค่าเสียหายจากน้ำท่วมตามความเป็นจริง จากการบริหารจัดการรวมถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดความผิดพลาด
มหกรรมการเยียวยาด้วยเงินชดเชยจากภาครัฐที่จะจ่ายให้กับประชาชนหลังน้ำลด เริ่มต้นขึ้นแล้ว ขณะที่หลายบ้านคงต้องใช้เวลาและเงิน เพื่อการซ่อมแซม เก็บกวาดบ้านอีกมากโข
ส่วนแนวทางการฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาล ในฐานะผู้มีอำนาจที่ดำเนินการบริหารจัดการน้ำผิดพลาด ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ก็กลายเป็นข้อเรียกร้องสำคัญของภาคประชาชนด้วยเช่นกัน
ล่าสุด สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 เรื่อง 'ประชาชนที่ได้รับค่าชดเชยค่าน้ำท่วมจากรัฐ 5,000 บาท สามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมได้ หากไม่พอใจในค่าชดเชยดังกล่าวมา'
ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เป็นผู้หนึ่งที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลต้องชดเชยค่าเสียหายจากน้ำท่วมตามความเป็นจริง จากการบริหารจัดการรวมถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดความผิดพลาด
ขณะเดียวกัน สมาคมฯ ได้เชื้อเชิญผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากน้ำท่วม เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ 'วิกฤติน้ำท่วมเหตุสุดสัยหรือไร้ฝีมือ' และ 'ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร' ในช่วงบ่ายของวันที่ 15 ธันวาคม ณ โรงแรมอิมพีเรียลควีนสปาร์ค ถนนสุขุมวิท 22 โดยจะมีการการรับฟังข้อเรียกร้องจากประชาชนจะมีส่วนในการนำข้อมูลไปใช้การฟ้องร้องคดีต่อศาล
เขากล่าวว่า เป้าหมายหลักในการฟ้องร้องของสมาคมฯ คือการเรียกร้องค่าเสียหาย ค่าสินไหมทดแทน ตามความเป็นจริงที่ปรากฏ ครอบคลุม 3 ด้าน คือ 1) ความเสียหายทางด้านทรัพย์สิน บ้านเรือน รถยนต์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ในการป้องกันน้ำท่วม และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ฟื้นฟู 2) ค่าเสียหายทางด้านสุขภาพ ร่างกาย จิตใจ การรักษาพยาบาล
และ 3) ความเสียหายอื่น ๆ เช่น ค่าเสียโอกาสในการทำงานการค้าขาย การประกอบอาชีพ ค่ารถ ทั้งสามกรณีข้างต้นนี้ จะรวมอยู่ในท้ายคำฟ้องร้อง ที่สุดแล้วคำตัดสินย่อมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล
"ประเด็นที่สอง คือการฟ้องร้องต่อรัฐ มีเจตนาเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดระบบ ระเบียบหรือมาตรการที่ชัดเจนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ในระยะยาวเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีกในอนาคต"
นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนย้ำว่า แม้ประชาชนจะยื่นขอเงินชดเชย 5,000 บาทแล้ว แต่ก็ยังมีสิทธิฟ้องร้องเพิ่มเติมจากความเสียหายตามความเป็นจริงที่ปรากฏได้ สมมติว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง 3 ประเด็นนั้นคือ 50,000 บาท หักออกจากการชดเชยของรัฐบาล ประชาชนย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมอีกจำนวน 45,000 บาท
ที่สุดแล้ว ประชาชนจะได้รับค่าชดเชยตามความเสียหายที่ปรากฏหรือไม่ รัฐบาลจะมีเงินจ่ายให้ชาวบ้านหรือไม่ คงไม่สำคัญไปกว่า 'ความเป็นธรรม' ที่ประชาชนควรจะได้รับการชดเชยจากเหตุการณ์ครั้งนี้
"อย่างน้อยคำพิพากษาของศาลจะเป็นบทเรียนกับนักการเมืองที่เสนอตัวมารับใช้ประชาชนในอนาคต นักการเมืองหรือรัฐบาลชุดใดก็ตามที่อาสาเข้ามาทำงานรับใช้ประชาชนจะต้องแสดงความรับผิดชอบที่เหนือไปกว่าคนธรรมดาทั่วไป ที่สำคัญการจัดวางบุคคลที่ตรงกับความรู้ความสามารถมาเป็นผู้บริหารไม่ว่าจะเป็นปลัดกระทรวง อธิบดี ไม่ใช่ว่าเลือกใครก็ได้เข้ามาเพราะผลประโยชน์ต่อแทนทางการเมือง เพราะฉะนั้น คำพิพากษาจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่จะทำให้นักการเมืองได้ฉุกคิดเสมอว่า ถ้าการบริหารจัดการประเทศชาติเกิดความล้มเหลว นำไปสู่ความเสียหายต่อประชาชน จะต้องได้รับคำฟ้องจากภาคประชาชนที่ร่วมออกมาเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้น"
ประชาชนกำลังทวงถามถึงผู้รับผิดชอบ อย่างน้อยก็เพื่อมิให้เหตุการณ์ความสูญเสียนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก



