
ตร.ดุสิตยื่นฝากขังครั้งที่2สามแกนนำนปช.
ตำรวจดุสิตยื่นฝากขังครั้งที่ 2 สามแกนนำ นปช. คดีก่อความวุ่นวาย ระบุต้องสอบพยานอีก 10 ปาก - รอผลตรวจประวัติ ขณะที่ศาลนัดสอบคำให้การ 11 มิ.ย. หลังครบกำหนดฝากขัง 48 วันตามกฎหมาย ผบ.ตร.เชื่อบช.น.ควบคุมม็อบเสื้อแดงชุมนุม10พ.ค.นี้ได้ ปธ.กก.สมานฉันท์นัดถกกร
(4พ.ค.) พ.ต.ท.ทินกร สมหวังดี รองผกก.สน.ดุสิต ได้ยื่นคำร้องขอฝากขัง นายวีระ มุสิกพงศ์ , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาที่ 1 - 3 คดีปลุกระดมมวลชนให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย และมั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง เป็นครั้งที่ 2 เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 6 - 17 พ.ค.นี้
คำร้องระบุว่า ตามคำร้องฝากขังของศาลอาญาที่ พ.1036 / 2552 ลงวันที่ 24 เม.ย. ซึ่งศาลอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนมีกำหนด 12 วัน จนถึงวันที่ 5 พ.ค. ซึ่งเป็นวันหยุดราชการนั้น พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนพยานมาโดยตลอด แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ต้องสอบพยานบุคคลอีกประมาณ 10 ปาก รอผลการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม จากกองทะเบียนประวัติ สตช. และอื่น ๆ ด้วยความจำเป็นดังกล่าวจึงขอฝากขังผู้ต้องหาทั้งสามไว้อีกเป็นเวลา 12 วัน
ศาลพิจารณาคำร้องแล้ว อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการฝากขังครั้งนี้ แกนนำนปช.ทั้งสามไม่ได้เดินทางมาศาล เนื่องจากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยตีราคาประกันคนละ 5 แสนบาทไปตั้งแต่การฝากขังครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 24 เม.ย. อย่างไรก็ตามในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ แกนนำทั้งสามจะต้องเดินทางมารายงานตัวเพื่อสอบคำให้การ ตามที่ศาลนัดไว้ เนื่องจาก ในวันที่ 10 มิ.ย. เป็นวันครบกำหนดฝากขัง 48 วัน และพนักงานอัยการจะต้องยื่นฟ้องภายในวันที่ 10 มิ.ย. หากพนักงานอัยการยื่นฟ้องไม่ทันก็ต้องปล่อยตัวแกนนำทั้งสามไปก่อน
ผบ.ตร.เชื่อบช.น.ควบคุมม็อบเสื้อแดงชุมนุม10พ.ค.นี้ได้
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวถึงการเตรียมรับมือกับการประกาศชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 10 พ.ค.นี้ ว่า เป็นหน้าที่ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งจะมีการใช้มาตรการที่เข้มแข็งขึ้น ส่วนมาตรการจะเป็นอย่างไรนั้นก็ให้รอดู แต่ในเบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานทางด้านการข่าวว่าจะมีการไปป่วนการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนในวันที่ 7 - 8 พ.ค.นี้ ที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อถามว่าหนักใจกับการชุมนุมอีกครั้งของคนเสื้อแดงหรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า ก็เป็นการแสดงออกของคนไทยด้วยกัน
ปธ.กก.สมานฉันท์นัดถกกรอบทำงานวางประชุมนัดแรก7พ.ค.
ที่รัฐสภา นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า คณะกรรมการฯได้กำหนดนัดประชุมครั้งแรกในวันที่ 7 พ.ค. เวลา 13.30 น. โดยจะกำหนดกรอบการทำงาน หารือวางกรอบในส่วนของเนื้องหา , ระยะเวลา และประเด็นในการศึกษา รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเมื่อได้ประเด็นที่ชัดเจนแล้วคณะกรรมการจะพิจารณาศึกษาไปทีละประเด็น การเสนอประเด็นจะให้เปิดโอกาสอย่างเต็มที่โดยอิสระ ไม่มีการชี้นำ อยากให้คิดกันว่าประเด็นที่เป็นปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วง 3 - 4 ปี มีอะไรบ้าง
เมื่อถามว่าล่าสุดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกมาส่งสัญญาณคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายดิเรกกล่าวว่า เรื่องนี้คงเป็นคนละส่วน เราเป็นคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขปัญหาในทุกเรื่อง ไม่เฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่กรรมการวิตกและคิดหาทาง คือ เราจะมีวิถีทางใดที่จะข้ามผ่านวิกฤติบ้านเมืองในขณะนี้ไปได้
เมื่อถามว่ากรอบระยะเวลาที่ควรจะใช้เท่าใด นายดิเรก กล่าวว่า ประธานรัฐสภาได้กำหนดเวลาทำงานของคณะกรรมการไว้ 15 วัน ล่าสุดบอกว่าต้องการให้เสร็จโดยเร็ว แต่คณะกรรมการฯมองว่าในระยะแรกน่าจะกำหนดกรอบเวลาไว้ประมาณ 45 วัน โดยจะรายงานผลการศึกษาให้ประชาชนทราบเป็นระยะ ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนทราบว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่เกมซื้อเวลา แต่เป็นการคิดที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างจริงจัง โดยหากกรอบเวลาไม่พอคงต้องขอประธานรัฐสภาให้ขยายเวลาออกไป
“ผมเชื่อว่าเรามาถูกทางส่วนจะสำเร็จหรือไม่ว่ากันอีกที ถามว่าหนักใจไหม ก็หนักใจ เพราะว่าวิกฤติการเมืองเกิดขึ้นมา 3 - 4 ปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่าย ความหนักใจจึงเป็นธรรมดา แต่เมื่อเห็นจากคำสั่งทีตั้งคณะกรรมการแล้วเราได้เชิญคู่กรณีทุกฝ่ายเข้ามาทำงานให้ทุกคนได้มาแสดงความเห็น หากปัญหาประเด็นใดเห็นตรงกันเราก็นำไปดำเนินการ ประเด็นเห็นไม่ตรงกันก็ต้องคิดหาจุดกลางที่พบกันได้แล้วเอาจุดนั้นมาทำให้ทุกฝ่ายยอมรับ ถ้าทำให้ทุกคนยอมรับกันไม่ได้ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ” นายดิเรก กล่าวและ ว่า สำหรับกรณีที่พรรคเพื่อไทยไม่ค่อยพอใจการรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการฯ ของตนนั้น ไม่เป็นไร ตนขอยืนยันทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดเพราะอยากเห็นเมืองไทยออกจากความขัดแย้ง
"ประพันธ์"ชี้ปัญหาความขัดแย้งไม่ได้อยู่ที่รธน.
นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.กล่าวกรณีแนวทางการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยกันคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุดว่า ปัญหาความวุ่นวายที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นฝั่งเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ความจริงปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากตัวรัฐธรรมนูญ แต่เป็นความขัดแย้งทางความคิดและตัวบุคคลบางกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ ดังนั้นหากมองให้ดีรัฐธรรมนูญเป็นเพียงจุดที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวหาว่า เป็นต้นเหตุของปัญหา ทั้งที่ความจริงปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้ไม่ได้ผล อย่างไรก็ตามการตั้งคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดถือเป็นเรื่องดีที่จะมีการคุยกันภายในโต๊ะ มากกว่าไปคุยกันนอกถนน
นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่มีหลายฝ่ายเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 นั้น เห็นว่า อยู่ที่ฝ่ายการเมืองจะคุยกัน ทั้งนี้เจตนารมณ์ของการร่างมาตราดังกล่าวคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องการแก้ไขปัญหาหลักในการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างการซื้อสิทธิ์ขายเสียง จึงกำหนดให้กรรมการบริหารพรรคที่มีอำนาจในการตัดสินใจส่งส.ส.ต้องร่วมรับผิดชอบ หากมีการกระทำความผิด เพราะการกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยมิชอบ
“หากเปรียบการเมืองก็เหมือนกับกีฬาฟุตบอลที่ต้องมีการกำหนดกติกาในการเล่น ซึ่งก่อนลงสนามทุกคนก็รู้กติกาอยู่แล้วว่า ถ้ากระทำผิดกติกาจะต้องถูกลงโทษอย่างไร เช่นกติกาเขียนไว้ว่า ถ้ามีผู้กระทำผิดกฎจะต้องถูกไล่ออกทั้งทีม แต่ก็ยังมีคนทำผิดกติกา อย่างนี้ก็ต้องไล่ออกทั้งทีม อย่างไรก็ตามถ้ายืนยันว่าจะต้องแก้ไขมาตรา 237 คงต้องมีการพิจารณากันให้ดี ” นายประพันธ์กล่าว
มท.เดินหน้าสร้างสมานฉันท์ร่วมจัดงานหยุดทำร้ายประเทศ
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมปภ. เป็นประธานงาน“หยุดทำร้ายประเทศ” เพื่อร่วมยุติความรุนแรง ความขัดแย้งแตกแยกในหมู่ประชาชนชาวไทย โดยให้หน้าหน่วยงานมีธงชาติเพื่อแสดงความเป็นสีเดียว และจัดกิจกรรมรณรงค์หยุดทำร้ายประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนชาวไทย กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองและเสื้อแดง สนับสนุนแนวทางดำเนินการของเครือข่ายเพื่อรวมยุติความรุนแรง ความขัดแย้งของประชาชนในประเทศ โดยมีข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างร่วมกิจกรรม ว่า 100 คนเข้าร่วมงาน และยืนสงบนิ่ง 1 นาที เพื่อขอให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งให้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ หยุดทำร้ายประเทศไทย ที่เป็นเครือข่ายที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน สถาบันทางวิชาการ องค์กรภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม จำนวน 22 องค์กร ร่วมทั้งรณรงค์ให้คนไทยทั้งประเทศยุติการใช้ความรุนแรงอันเนื่องมาจากความขัดแย้ง โดยได้ขอความร่วมมือส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด จัดงานพร้อมกันทั่วประเทศ โดยทุกคนถือธงชาติ เพื่อแสดงความเป็นชาติไทยที่มีสีเดียว คือสีธงชาติ



