น้ำท่วมแต่ไม่ทุกข์ใช้ใจสู้ให้เป็นสุข
น้ำท่วมแต่ไม่ทุกข์ ใช้ใจสู้ให้เป็นสุข
เห็นทีสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จะยืดยาวไปอีกแสนนาน เพราะขณะที่เขตภาคกลางระดับนำเริ่มลดลงแต่ทางภาคใต้กลับโดนพายุฝนโหมกระหน่ำจนน้ำท่วมสูงฉับพลันในหลายพื้นที่ ทีนี้คนไทยคงได้รู้จักวิถีที่ไม่แน่นอนของธรรมชาติไปเต็มๆ จนต้องหาทางปรับตัวอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของดิน ฟ้า อากาศกันยกใหญ่ส่วนเรื่องที่ว่าเราจะอยู่กับน้ำได้จริงหรือไม่ คำถามดังกล่าวได้ถูกตอบอย่างละเอียดในงาน เสวนา “อยู่กับน้ำ” ด้อนท์ เล็ท ฟลัด สต๊อป ยัว ไลฟ โดย ดั๊บเบิ้ล เอ ได้เชิญกูรูสาขาต่างๆ มาบอกเล่าถึงประสบการณ์และแนะนำวิธีที่จะทำให้เราทุกคนอยู่กับน้ำได้อย่างมีความสุข ไปเมื่อวันก่อน
เริ่มจากการร่วมฟังการบรรยายธรรม จาก พระมหาหรรษา ธมมหาโส ผู้ช่วยอธิบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา อันเป็นศูนย์กลางของผู้ประสบภัยกว่า 3,000 ครอบครัว ที่ทุกวันนี้ทุกคนในชุมชนสามารถต่อสู้ยืนหยัดท่ามกลางมวลน้ำจนวันนี้น้ำลดลงไปกว่า 60 ซม.แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องปรับตัวเข้ากับน้ำให้ได้ เวลาสายน้ำเดินทางผ่านมาเรามักจะเป็นทุกข์ แต่ถ้าเราอยู่กับน้ำให้เป็นก็ไม่เห็นความทุกข์ ขณะนี้คนส่วนใหญ่เวลาน้ำวิ่งเข้ามาหาน้ำไม่ได้ท่วมแค่กาย แต่น้ำได้ท่วมไปที่ใจ เพราะขณะนี้คนที่ประสบภัยไปแล้ว หรือคนที่กำลังจะประสบภัย จะมีความโกรธและความโลภ
"อาตมาอยากให้ทุกคนที่เป็นผู้ประสบภัยแล้ว และคนที่กำลังจะเป็นผู้ประสบภัย ตั้งสติให้ดีและไล่เรียงลำดับความสำคัญว่าอะไรควรเก็บควรทำก่อนหลัง ขอให้คิดว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง มีท่วมก็ต้องมีแห้ง ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น มันคงอยู่กับเราไม่นาน ขอให้อดทน " พระมหาหรรษา กล่าว
ขณะที่ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ หรือ เชค โปรดิวเซอร์รายการคนค้นคนบอกเล่าถึงประสบการณ์ในการลงพื้นที่จริงได้อย่างน่าสนใจว่า น้ำท่วมครั้งนี้กินพื้นที่กว้างขวางมาก ตั้งแต่ชนบท ที่คนเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำ จนถึงใจกลางมหานคร คนที่อยู่ไม่มีทั้งความรู้ ไม่คุ้นชินและไม่ได้มีการเตรียมพร้อมที่จะอยู่กับน้ำ ดังนั้นการลงไปจัดการกับปัญหาเหล่านี้ในบริบทมันมีความแตกต่างกัน และคนถูกน้ำท่วมยังถูกน้ำท่วมด้วยดีกรีที่แตกต่างกัน ในกลุ่มคนที่ถูกน้ำท่วมแบ่งเป็น 5 ประเภท คือ 1.เดือดร้อน 2.ลำบาก 3.ยากเย็น 4.เข็ญใจ และ 5.ไม่ไหวแล้วโว้ย คือ ทำให้วิธีที่ลงไปช่วยเหลือจะแตกต่างกัน ประกอบกับการมีต้นทุนบางอย่าง บางพื้นที่มีทุกข์กับน้ำท่วมมาก เพราะมีความแตกแยก ไม่มีความสามัคคี แต่บางพื้นที่มีผู้นำที่เข้มแข็ง รวมกลุ่ม และจัดการทำให้ชุมชนอยู่ได้ แต่ในพื้นที่ส่วนใหญ่เมื่อถูกน้ำท่วมต่างคนต่างคิดจะเอาตัวรอด ทำให้ทั้งตัวเองและชุมชน ไม่สามารถผ่านพ้นวิกฤติไปได้
ด้าน ทวีจิต จันทรสาขา นายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ แนะนำแนวทางที่ไม่เอาชนะธรรมชาติ แต่ให้คิดเอาธรรมชาติมาใช้ให้ประโยชน์ดีกว่า เพราะยิ่งน้ำสูงกว่า 1 เมตร ระบบที่เตรียมไว้ป้องกันน้ำก็ช่วยอะไรไม่ได้ ทำให้เสียเงินไปเปล่าๆ สิ่งที่น่าจะให้ความสำคัญมากที่สุดของเหตุการณ์นี้ไม่ใช่น้ำและคือระบบโลจิสติกส์ ถ้าสามารถกู้ระบบโลจิสติกส์ได้ และสามารถขนส่งอาหาร ขนส่งคน ขนส่งสินค้า และยารักษาโรคได้ เราก็อยู่กับน้ำได้
ทิ้งท้ายการสัมนาด้วยคำแนะนำในการดูแลบ้านหลังโดนน้ำท่วม ซึ่งแยกเป็นส่วนๆ ได้แก่ อาคารที่ยืนยันว่าโครงสร้างสามารถแช่น้ำเป็นเวลา 2 เดือน ไม่พังอย่างแน่นอน เว้นแต่อยู่ใกล้บึง ใกล้บ่อ ดินสไลด์ ซึ่งจะส่งผลต่อรากฐานได้ ส่วนผนังต้องขัดและล้าง และทิ้งไว้ 1 เดือนเพื่อให้น้ำและความชื้นระเหย พื้นหินอ่อน หินขัด กระเบื้อง รีบทำความสะอาดอย่าให้เกาะนาน และถ้ากระเบื้องล่อน สามารถใช้กาวเพื่อซ่อมแซมได้ส่วนพื้นไม้ที่เกิดอาการบวมให้ตัดออกและซ่อม ปั๊มน้ำ กับคอมเพรสเซอร์แอร์ ควรยกขึ้นให้พ้นรัศมีน้ำ แต่สำหรับคนที่น้ำท่วมแล้ว หลังน้ำลดควรทิ้งไว้ 2 อาทิตย์ รอให้แห้ง อย่าลืมนำแบคทีเรียสำเร็จรูปใส่ลงไปในถังบำบัดด้วย



