หลังน้ำลด
หลังน้ำลด : วิถียุติธรรม โดย ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ
หลังน้ำลดสังคมไทยจะเป็นอย่างไรไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวทางการเมืองที่ฝ่ายค้านต้องตรวจสอบกันต่อไปหรือข้อขัดแย้งระหว่างชาวบ้านในช่วงก่อนและระหว่างน้ำท่วมจะยังคุกรุ่นและกลายเป็นควันหลงต่อไปอีกนานเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการบริหารจัดการน้ำที่อาจจะมีจำนวนมากกว่าปกติอีกในปีหน้าและปีต่อๆ ไป และไม่ว่าจะเป็นกรณีการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศเพื่อรับประกันว่าหากเกิดภัยพิบัติเช่นนี้อีกรัฐจะดำเนินการอย่างไร และสุดท้ายสำหรับเหยื่อภัยพิบัติพวกเขาจะได้รับการเยียวยาอย่างไรด้วยความเป็นธรรม
คำถามมากมายหลังน้ำลดเราคงเห็นว่าบางคำถามเดาคำตอบได้ และหลายๆ คำถามเราคงยังหาคำตอบไม่ได้ง่ายๆ แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไปคงต้องหาคำตอบสำหรับตัวเอง ครอบครัว และชุมชนให้ได้ อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อการเสริมสร้างวิถียุติธรรมสำหรับสังคมไทย
ภัยพิบัติคราวนี้สะท้อนความเปราะบางและความแข็งแกร่งของสังคมไทยมากมายหลายประการโดยเฉพาะภาพรวมเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม เริ่มต้นตั้งแต่ประเด็นประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยราชการที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนเป็นสำคัญ พูดอีกนัยหนึ่งก็คือต้องเรียกศรัทธาและความเชื่อมั่นให้แก่ชาวบ้านว่าแต่ละหน่วยได้ทำงานอย่างเต็มกำลังและทำให้ชาวบ้านรับรู้และเข้าใจได้ว่าแต่ละวันได้ทำอะไรไปบ้าง และเหตุผลที่ต้องทำคืออะไร
การทำให้ชาวบ้านรู้สึกเชื่อมั่นและเข้าใจการทำงานของภาครัฐเป็นหัวใจสำคัญของการเผชิญภัยพิบัติเพราะความศรัทธาและเชื่อมั่นจะก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับชาวบ้านอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแถมยังเป็นการป้องกันความขัดแย้งทั้งระหว่างรัฐกับชาวบ้าน และระหว่างชาวบ้านด้วยกันเองไม่ให้เกิดขึ้นอีกด้วย
ปัจจัยที่สำคัญในการก่อให้เกิดวิถียุติธรรมหลังน้ำลดก็คือความรู้และความเข้าใจสถานการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในระหว่างน้ำท่วมอย่างถ่องแท้จนแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มคาดหมายเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายหลังน้ำลดลงได้มิฉะนั้นแล้วจะเกิดความวิตกกังวลและความสับสนมากยิ่งขึ้นกว่าในช่วงน้ำท่วม
ด้วยหลักเหตุผลทั่วไปหากชาวบ้านยังคงคลางแคลงใจการทำงานของรัฐที่มีข่าวออกมาว่ามีการเลือกปฏิบัติในการทำงาน หรือมีการทุจริตเกิดขึ้น รวมทั้งความรู้สึกว่ารัฐไม่เก่งจริงในเรื่องนี้ แถมยังมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกในการทำงานอีกด้วย ด้วยความรู้สึกเช่นนี้คงจะยากมากที่สร้างความรู้และความเข้าใจให้แก่ชาวบ้านได้ และนับวันจะเพิ่มพูนความวิตกกังวลและความสับสนให้แก่ชาวบ้านต่อไปอีก
ประเด็นต่อมาคงหนีไม่พ้นเรื่องกลไกและกระบวนการในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในระหว่างน้ำท่วมและในระยะที่น้ำกำลังลดลงจนกระทั่งถึงระยะหลังน้ำลด เรื่องนี้คงเป็นเรื่องสำคัญที่มักจะมองข้ามกันไปเพราะส่วนใหญ่จะมุ่งไปให้ความสนใจในช่วงระหว่างน้ำท่วมเสียเป็นส่วนใหญ่ และมักจะมุ่งไปในเรื่องการป้องกันและแก้ไขน้ำท่วมมากกว่าประเด็นการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้น
ศาลยุติธรรมจะเป็นกลไกสำคัญดั้งเดิมของสังคมไทยในการจัดการความขัดแย้งทุกเรื่องแต่ในยุคปัจจุบันมีความขัดแย้งหลายประเภท และในหลายสถานการณ์ที่ศาลยุติธรรมไม่อาจจะทำหน้าที่เป็นกลไกในการจัดการความขัดแย้งได้ และโดยธรรมชาติของกลไกนี้จึงมักจะเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ กล่าวคือคู่กรณีจะคาดหวังการแพ้หรือชนะในการนำเรื่องความขัดแย้งขึ้นสู่ศาลยุติธรรม
ชุมชนน่าจะเป็นกลไกทางเลือกที่ดีในเรื่องนี้รวมทั้งกระบวนการนอกศาลจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีในสภาวการณ์ของความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นหลังน้ำลดโดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านด้วยกันเอง เพราะเรื่องของน้ำท่วมเป็นประเด็นความเดือดร้อนเฉพาะของแต่ละชุมชน การเยียวยาความเสียหายและการป้องกันมิให้เกิดซ้ำอีกจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
น้ำลดตอผุดสังคมไทยต้องเดินอย่างระมัดระวังและจดจำบทเรียนที่ผ่านมา อย่าเดินชนตอจะเจ็บเท้าจนเดินต่อไปไม่ไหว



