
ลุ่มเจ้าพระยา
ลุ่มเจ้าพระยา : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
มีเพลงอยู่เพลงหนึ่งที่พวกขี้เมาชอบร้องกันในวงเหล้าหลังจากที่มีเรื่องโต้เถียงหรือออกกำลัง กัน และมีคนกลางมาไกล่เกลี่ยให้ เพลงนั้นก็คือเพลง ลุ่มเจ้าพระยา
ตามจริงแล้วลุ่มเจ้าพระยา เป็นเพลงที่ดีทั้งเนื้อ ดีทั้งทำนอง ดีทั้งคนร้อง และดีทั้งความหมาย โดยเฉพาะท่อนที่ว่า อย่าแตกกันเลยรักไว้ชมเชยชิดมั่นจงผูกพันรักกันด้วยใจ ขอจงเป็นเหมือนเช่นนกไพรที่เหินบินคู่กันไป หัวใจคู่กัน ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพลงนี้เข้ามาเป็นเพลงสมานฉันท์ของคอสุราตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็แสดงให้เห็นลักษณะประการหนึ่งของคนไทย คือเมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ก็หาทางให้จบๆ เรื่องไปก่อน ส่วนจบวันนี้แล้วจะไปมีปัญหาใหม่ในวันพรุ่งนี้หรือไม่ ไม่มีใครคิดถึง ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาส่วนใหญ่ของคนไทยจึงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ผ่านๆ ไป ไม่ค่อยพิจารณาถึงการแก้ไขที่ต้นตอ หรือการแก้ปัญหาแบบถาวร ซึ่งตรงนี้ต่างจากชาวตะวันตก ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาหรือความขัดแย้งขึ้น เขาจะใช้เวลาถกกันอย่างถึงแก่น จนแต่ละฝ่ายเข้าใจตรงกัน และไม่มีข้อค้างคาใจกันอีกต่อไป
ความคิดปุโลปุเลแบบการร้องเพลงลุ่มเจ้าพระยา ในวงเหล้านี้ อาจจะใช้ได้กับคนไทยที่ไม่ค่อยพูดความจริงแบบเปิดอก และอ้อมแอ้มกลืนไปตามเรื่อง โดยเก็บงำปัญหาหรือความไม่พอใจเอาไว้ในใจ แต่ใช้ไม่ได้แน่กับฝรั่ง หรือเกาหลี ญี่ปุ่น โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวพันกับความมั่นใจในกฎเกณฑ์และมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจ การค้า การลงทุน ซึ่งต้องมีความชัดเจน เปิดเผย และตรงไปตรงมา
ความเสียหายจากวิกฤติการณ์น้ำท่วมในเมืองไทยครั้งนี้สร้างความเสียหายแก่ภาคอุตสาหกรรม การผลิตสินค้าและการส่งออก เป็นจำนวนที่ประมาณค่ามิได้ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งของไทยและบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมืองไทยอย่างประเมินค่าไม่ถูกเช่นกัน แต่การไร้มาตรการในการป้องกันภัยพิบัติที่ได้ผล ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การปราศจากนโยบายที่ชัดเจนในการฟื้นฟูหรือให้ความช่วยเหลือนักลงทุนต่างชาติ และการทำอะไรไม่ถูกของรัฐบาล ก็ทำให้บริษัทต่างชาติเริ่มไม่แน่ใจในการลงทุนต่อไปในประเทศไทย และขยับจะย้ายฐานไปยังประเทศเพื่อนบ้านเช่นเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือกัมพูชา
หากพูดกันอย่างตรงไปตรงมาผมเชื่อว่า เมื่อเกิดน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมนั้น นักลงทุนยังไม่ได้มีความคิดเรื่องการย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นหรอกครับ เพราะประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบเพื่อนบ้านอยู่หลายประการ เช่น สภาพทางภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของเอเชียอาคเนย์ เส้นทางคมนาคมที่เชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ความพร้อมในด้านปัจจัยขั้นพื้นฐาน ระบบขนส่งคมนาคม ทักษะของแรงงาน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และบรรยากาศโดยรวม ซึ่งการเปิดโรงงานใหม่หลังน้ำลดแม้จะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่การย้ายฐานผลิตก็ต้องลงทุนในวงเงินที่มากกว่าหรือแม้จะใกล้เคียงกัน แต่ก็จะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ อีกมากมาย
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้นักลงทุนเริ่มถอดใจก็คือวิธีการคิดและวิธีการทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปหรือแนวทางที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชดเชยความเสียหายและการเยียวยาฟื้นฟูกิจการที่ชัดเจน หรือการประชุมร่วมเพื่อรับฟังความคิดเห็น การเลี้ยงปลอบขวัญ แม้แต่คำขอโทษสักคำ แถมยังทำท่าเหมือนจะปล่อยให้เรื่องเลยตามเลย หรือให้ภาคเอกชนแบกรับภาระต่างๆ กันเอาเอง
ผมไม่ทราบหรอกครับว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นประเภทขี้เมาหรือเปล่าถ้าเมาก็คงจะ เมาหมัดหรือเมามัน มากกว่า แต่ที่ทราบแน่ๆ ก็คือบริษัทต่างชาติไม่มีใครเขามากอดคอร้องเพลง ลุ่มเจ้าพระยา แบบขี้เมาไทยหรอกครับ แต่ถ้าจะร้องก็คงเป็นเพลง กู๊ดบาย หรือ ซาโยนาระ นั่นแหละ



