
'ชาวสวน'อัด'รัฐ'ตรึงราคายางกระทบรายได้
เกษตรกรชาวสวนยางโวย 'รัฐบาล' เจรจายขายยางจีน 1.8 แสนตัน กระทบรายได้-ปิดโอกาสชาวสวน เหตุราคายางถูกตรึงกับที่นาน 3 เดือน ติง รมช.เกษตรฯไม่หารือผู้เกี่ยวข้องก่อนไปเจรจา
26 พ.ย.54 นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การที่นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปจีนเพื่อทำการเจรจาซื้อขายยางกว่า 1800,000 ตัน ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าการเจรจาทำสัญญาซื้อขาย
โดยยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 จะขายที่ 107 บาท ซึ่งแนวทางนี้จะไม่เกิดผลประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยางแต่ในทางตรงข้ามจะส่งผลเสียต่อราคายางทำให้ราคายางถูกตรึงซึ่งเกษตรกรจะขายได้เงินถึงมือในราคาเพียง 93-95 บาท/กก. นานถึง 3 เดือน ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อราคายางของไทยและในตลาดโลกในระยะยาว คือ ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน ธันวาคม 54 และมกราคม 2555
“ ในความเป็นจริงแล้วควรที่จะต้องมีการเชิญผู้ประกอบการยางพารา หรือตัวแทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง หรือตัวแทนเกษตรกร หรือตัวแทนจากสมาคมยางพาราไทย หรือสมาคมน้ำยางไทย ร่วมหารือร่วมกันก่อนหรือเดินทางไปร่วมเจรจาตกลงการทำสัญญาครั้งนี้ด้วย และการทำสัญญาใดๆ จะต้องส่งสัญญาณไปในทางบวกเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประเทศชาติการทำสัญญาในครั้งนี้นานถึง 3 เดือน ได้ส่งผลในด้านจิตวิทยาทำให้ทั่วโลกรับทราบราคายางพาราของไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ จะทำให้ราคายางพาราลดลงทั้งประเทศและลดลงไปทั่วโลกเลยก็ว่าได้ โดยปกติแล้วการเจรจาต้องส่งผลในด้านจิตวิทยาที่จะเกิดบวกต่อราคายางดังตัวอย่างของการเจรจาซื้อขายน้ำมันในกลุ่มประเทศโอเปคที่ราคาจะต้องขึ้นหลังเจรจา ไม่ใช่เจรจาแล้วราคากลับลดลงกว่าความเป็นจริง ท้ายสุดราคาหลังทำสัญญายังกลับถูกตรึงไว้เป็นระยะเวลานานถึง 3 เดือน ถ้าหากไม่มีความเข้าใจในงานที่กำกับดูแลอยู่ก็ต้องศึกษาจากผู้รู้ ”
นายอุทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้เข้าสู่ประเทศมหาศาล ดังนั้นใช้โอกาสนี้ควรปล่อยให้ราคายางพาราเป็นไปตามกลไกราคาการตลาดจาก ซึ่งคาดว่าในอนาคตต่อจากนี้คาดสถานการณ์ราคายางพาราในตลาดโลกนั้นน่าจะสูงขึ้นตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น การที่เกษตรกรได้ราคายางสูงขึ้นน่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีกับเกษตรกร ซึ่งไม่ควรนำเรื่องต้นทุนมาคุย การได้ราคายางที่ดีน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าควรยุติเรื่องการพูดเรื่องต้นทุนราคายางแต่ควรคำนึงถึงความต้องการใช้ยางในตลาดโลกเป็นหลักเหมือนกับการซื้อขายน้ำมันของกลุ่มประเทศโอเปคมากกว่า
จากการที่สภาความร่วมมือยางพาราระหว่างประเทศ หรือ ITRC ประกอบด้วย ประเทศไทย อินโดนีเซีย และประเทศมาเลเซีย ได้มีการเจรจาเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พบว่าในช่วงเดือน พ.ย. , ธ.ค. 54 และเดือน ม.ค. 55 เป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เกษตรกรชาวสวนยางจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคายาง เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด เพราะทางใต้ตกหนักทำให้กรีดยางน้อยส่งผลให้ราคายางขี้นตามธรรมชาติก็จริงแต่กับภาคอื่นๆ ที่ปลูกยางคือภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคตะวันออก ยางกลับสมารถเปิดกรีดได้มีน้ำเพิ่ม 1 เท่าตัวทำให้ชาวสวนยางภาคอีกสาน ภาคเหนือ และภาคตะวันออก ได้รับความเสียหายจากราคายางที่ตรึงไว้ในครั้งนี้ อีกประการหนึ่ง ผู้ค้ายางรายย่อยที่ตระเวนรับซื้อยางจะตัดราคายางไว้อีก 5 บาท ทำให้เกษตรกรรับภาระเสียเงินที่ถูกหักไว้ s โดยไม่มีพ่อค้ารายใดเสียเงินแทน
ทั้งนี้ในส่วนของหน่วยงานตลาดร่วมทุน 3 ประเทศ ที่ได้ตั้งขึ้น ควรมีความเคลื่อนไหวหรือเข้ามาดูแลเมื่อยางพาราตกต่ำในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งหากมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้แล้วแต่ไม่ได้ทำงาน ไม่มีบทบาทก็ควรยุบทิ้งไปเพราะไม่ได้สร้างประโยชน์ใดๆ ทั้งนี้ในส่วนของผู้มากำกับเรื่องยางเมื่อราคายางตกก็ไม่เคยนำปัญหาเข้าสู่การพิจารณาใดๆ ในคณะรัฐในตรี แม้จะมีสถานการณ์น้ำท่วมเข้ามาก็ควรที่จะแยกแยะใครรับผิดชอบเรื่องใดก็ควรคงไว้และดำเนินการตามบทบาทในหน้าที่นั้นๆ ไม่ควรละเลยหรือทอดทิ้งไม่ให้ความสนใจเช่นนี้ ที่สำคัญขณะนี้เมื่อมีรัฐบาลใหม่มาทำงานจนถึงวันนี้กลับพบว่ายังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายยางพาราธรรมชาติ หรือ กนย. ซึ่งได้มีการแต่งตั้งมาทุกรัฐบาล นับตั้งแต่ปี 2531 แต่ปัจจุบันกลับพบว่าชื่อ กนย.ได้ถูกนำไปใช้เรียกหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยไปแล้ว นายอุทัยกล่าว



