ข่าว

เริ่มใหม่ได้...แต่อย่าบ่อย

เริ่มใหม่ได้...แต่อย่าบ่อย

27 พ.ย. 2554

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : เริ่มใหม่ได้...แต่อย่าบ่อย โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

               เคยพูดในรายการวิทยุแล้วว่า ไม่เห็นด้วยกับการรีบร้อนทำความสะอาดถนนหนทาง "บิ๊กคลีนนิ่งเดย์" ในหลายๆ พื้นที่ของกรุงเทพมหานคร เพราะในขณะที่บางคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างเริงร่า อีกหลายพันคนยังต้องทนทุกข์ทรมานกับน้ำที่ยังท่วมสูง

               ภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการปิดทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ หรือภาพคนฝั่งธนบุรีที่ปิดถนนกาญจนาภิเษก คงสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีว่า บ้านนี้เมืองนี้มันยังไม่ควรจัดกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหนของกรุงเทพมหานคร

               ในขณะที่คนในเขตปริมณฑล ทั้งปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร กำลังตั้งคำถามว่า ทำไมคนกรุงเทพฯ ถึงมี "สิทธิ์"เหนือกว่าพวกเขา ก็อยากจะย้อนถามเหมือนกันว่า ผู้คนในเขตดอนเมือง สายไหม หรือผู้คนในย่านหนองแขม บางแค ไม่ใช่คนกรุงเทพฯ หรอกหรือ แล้วคนในพื้นที่เหล่านี้ ที่น้ำท่วมมิดเอว มิดอก เหล่านี้มี "สิทธิ์" เหนือกว่าใครหรือไม่

               อย่ามัวแต่มองประเด็น "แปลกแยก" และ "แตกต่าง" ดีกว่า หันมามองเรื่องการแก้ปัญหา มองวิธีการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน ไม่เป็นองค์รวม แค่แก้ปัญหายังไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วจะมาเรียกร้องความสามัคคีจากประชาชนที่เดือดร้อน และยังคงเดือดร้อน กับประชาชนที่ไม่เดือดร้อนได้อย่างไร

               "น้ำท่วม" รอบนี้พัดพาหลายอย่างไปจากชีวิตเราจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้อย่างทรัพย์สิน ทั้งบ้าน ทั้งรถยนต์ ทั้งข้าวของในบ้าน และสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างความรัก ความสามัคคี ความช่วยเหลือเผื่อแผ่ที่เอาเข้าจริง พอเดือดร้อนเข้ามากๆ ก็กลายเป็นยึดตัวเองเป็นหลักก่อน มากบ้าง น้อยบ้างก็ตามแต่วิธีคิดและวิถีชีวิต

               แม้หลายคนจะมองว่า หลังจาก "น้ำลด" แล้ว บรรยากาศรอบๆ ตัวจะดีขึ้น จะเกิดการจับจ่ายใช้สอย การลงทุนรอบใหม่ แต่อย่าลืมว่า "เงิน" ที่ถูกส่งเข้าไปหมุนเวียนในรอบนี้ เข้าไปทำหน้าที่ในฐานะซ่อมแซมและฟื้นฟู เป็น "เงิน" ที่ไม่ได้ถูกใช้เพื่อการต่อยอด แต่กลับถูกใช้เพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่ อย่าพูดถึงการเดินหน้า ถ้าเราต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่อยู่ตลอดเวลา

               คอลัมน์นี้เคยแนะนำเรื่องการจัดสรรและการใช้เงินในช่วงที่น้ำลดไปแล้ว เพราะรายจ่ายจำนวนไม่น้อยมารออยู่ข้างหน้า แต่นั่นเป็นเรื่องของการซ่อมบ้านและซื้อข้าวของเพื่อให้ชีวิตกลับเข้าสู่วิถีปกติ แต่วันนี้อยากชวนมองข้ามไปข้างหน้า ให้เห็นถึงรายจ่ายที่รออยู่ข้างหน้า เป็นรายจ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นก็คือ "ภาษี"

               ทุกๆ ปีที่ผ่านมา เวลาใกล้สิ้นปีแบบนี้ มนุษย์ผู้มีรายได้และต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะต้องเริ่มวางแผนและหาช่องทางการลงทุนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งการประกันชีวิต รวมถึงการลงทุนในกองทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี นั่นคือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือแอลทีเอฟ และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรืออาร์เอ็มเอฟ

               ตรงนี้ต้องจัดสรรให้ดีหลังน้ำลด เพราะไหนจะงบซ่อมบ้าน ไหนจะเรื่องของภาษีที่ยังไงก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องการวางแผนและแยกส่วนให้ชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้นช่วงต้นในปี 2555 ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายภาษีมารออีก จะกลายเป็นทุกข์ทับถมซ้ำซาก โดยเฉพาะถ้ามีเงินจำกัดแค่ก้อนเดียว ดังนั้น เรื่องจำเป็นนอกจากค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือนที่ต้องจ่ายออกไปแล้ว ต้องจัดสรรไว้ 3 ก้อน นั่นก็คือ งบซ่อมแซมบ้าน ลองพิจารณาดูว่า จะสามารถซ่อมแซมและซื้อข้าวของเครื่องใช้ได้ตามมาตรฐานการใช้ชีวิตปกติของคุณหรือไม่ ถ้าเงินไม่พอ ก็ควรซ่อมแซมแบบที่พออยู่ได้ไปก่อน เพราะจะต้องจัดสรรเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต หากว่าครบกำหนดจ่ายในช่วงนี้ เพื่อรักษาความต่อเนื่องและสิทธิประโยชน์ของกรมธรรม์ไว้

               ส่วนถัดมาคือ กองทุนแอลทีเอฟ และก็อาร์เอ็มเอฟ ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษี แบ่งเบาภาระให้ได้ ซึ่งปกติการลงทุนของกองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟในช่วงปลายปีจะคึกคักมาก แต่ปีนี้แตกต่างจากทุกปี เพราะว่ากันว่าการลงทุนเป็นไปอย่างเงียบเหงา เนื่องจากปัจจัยน้ำท่วมเป็นปัจจัยแทรกซ้อนที่ฉุดกำลังซื้อกองทุนให้ลดลง

               ถ้าถามว่า จำเป็นต้องซื้อมั้ย สำหรับคนที่ลงทุนเป็นประจำอยู่แล้ว ก็น่าจะจัดสรรเงินบางส่วนมาซื้อ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดความต่อเนื่องของการลงทุนแล้ว ยังจะช่วยลดภาระภาษีที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพียงแต่ปีนี้โควตาของวงเงินที่จะซื้ออาจจะลดลง เนื่องจากเงินถูกจัดสรรไปเพื่อการซ่อมแซมบ้าน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดคิดไว้ล่วงหน้าแทน

               สงสัยเป็นเพราะบรรยากาศซบเซาจริงๆ ทำให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต่างๆ พากันออกแคมเปญกระตุ้นการลงทุนในแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ อย่าง บลจ.กรุงไทย นั้นถึงกับให้ "ผ่อนชำระ" กันเลยทีเดียว แต่ไม่ใช่ฟรีดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นถ้าจะเลือกวิธีนี้ ต้องคำนวณต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาระดอกเบี้ยให้ดี

               รายละเอียดของแคมเปญ ก็คือ บลจ.กรุงไทยจับมือกับพันธมิตรบัตรเครดิต ให้สามารถผ่อนชำระรายเดือน ได้นานสูงสุด ถึง 10 เดือน โดยบัตรเครดิตเคทีซี สามารถผ่อนชำระได้ทั้งกองทุนอาร์เอ็มเอฟและกองทุนแอลทีเอฟ คิดอัตราดอกเบี้ย 0.69% ต่อเดือน

               ส่วนผู้ลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟ สามารถชำระผ่านบัตรเครดิต ซิตี้แบงก์ ผ่อน 0% นาน 3 เดือน และ 4 เดือน ขึ้นไป คิดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อเดือน บัตรในเครือกรุงศรี อัตราดอกเบี้ย 0.55% ต่อเดือน และเทสโก้โลตัส อัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อเดือน

               เห็นคนที่เริ่มกลุ้มอกกลุ้มใจว่าจะจัดสรรเงินอย่างไรดี ในช่วงค่าใช้จ่ายรุมเร้าแบบนี้ อยากชวนนึกย้อนไปถึงการลงทุนแบบ "ถัวเฉลี่ย" หรือ  เพราะตอนนี้คงพิสูจน์ให้เห็นแล้ว การลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เป็นประจำ ทุกเดือน ตั้งแต่ต้นปี ช่วยได้ในภาวะนี้จริง เพราะอย่างน้อยเงินได้ถูกลงทุนไปแล้วบางส่วน ไม่ต้องมานั่งปวดหัวตอนปลายปี ดังนั้น ปีหน้าอาจจะต้องเริ่มต้นคิดกันใหม่ว่า จะวางแผนลงทุนด้วยวิธีไหน โดยคิดเผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินรวมไว้ในแผนด้วยเสมอ

               จาก "น้ำท่วม" จน "น้ำลด" ในครั้งนี้ ทำให้ต้องย้อนกลับไปคิดเริ่มต้นใหม่ ซึ่งแน่นอนว่า ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ แต่อย่าบ่อย เพราะมัวแต่เริ่มต้น เมื่อไหร่จะเดินหน้าได้เสียที

----------------------------------------------
(วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : เริ่มใหม่ได้...แต่อย่าบ่อย  โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])