ข่าว

 พิสูจน์สารพิษ...นิคมน้ำท่วม

พิสูจน์สารพิษ...นิคมน้ำท่วม

26 พ.ย. 2554

พิสูจน์สารพิษ...นิคมน้ำท่วม : ทีมข่าวรายงานพิเศษ รายงาน

              2 เดือนที่แล้วคนไทยเป็นห่วง "น้ำท่วม" แต่เดือนที่ผ่านมาเป็นห่วง "น้ำท่วมเน่า" แถมห้วงเวลานี้ที่น่ากลัวสุดคือ "น้ำท่วมปนสารเคมีพิษ" !!
   
           วันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา "ศรีสุวรรณ จรรยา" นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นจดหมายร้องเรียน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เพื่อยับยั้งไม่ให้สูบน้ำที่ท่วมขังออกจากนิคมอุตสาหกรรมก่อนตรวจสอบว่ามีสารเคมีพิษปนเปื้อนในน้ำบริเวณนั้นหรือไม่?
   
           นายศรีสุวรรณบอกถึงสาเหตุที่ร้องเรียนเรื่องนี้ว่า มีคนงานและชาวบ้านอาศัยอยู่ในนิคมหลายแห่งของ จ.พระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี หวาดกลัวน้ำที่ท่วมขัง พวกเขารู้ดีว่าน้ำสกปรกจากเศษขยะ กับน้ำผสมสารเคมีพิษจะมีกลิ่นไม่เหมือนกัน พวกเขาเชื่อว่าน้ำท่วมขังในนิคมบางส่วนมีสารเคมีพิษผสมอยู่เพราะโรงงานเก็บขึ้นไม่ทัน เพราะมันมีกลิ่นแปลกๆ พวกเขาทำงานในนั้นมาหลายปีจึงรู้ดีว่า น้ำปนเปื้อนพวกวัตถุดิบสารเคมีหรือกากของเสียในโรงงานอุตสาหกรรมจะมีกลิ่นแบบไหน ดังนั้นก่อนที่ผู้รับผิดชอบจะสูบน้ำขังจากนิคมระบายลงสู่ลำน้ำสาธารณะ ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าไม่มีสารเคมีพิษเจือปน ไม่เช่นนั้นจะสร้างผลกระทบและผลเสียหายให้แก่สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและด้านสุขภาพ
     
            ล่าสุด กรมควบคุมมลพิษรายงาน "ผลการดำเนินการตรวจสอบการปนเปื้อนมลพิษจากสารเคมี และ คุณภาพน้ำในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จ.พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานีที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย" โดยใช้ตัววัด 12 อย่างคือ 1.ลักษณะทางกายภาพ 2 ความลึก 3 ค่ากรดด่าง 4 อุณหภูมิ 5 ค่าการนำไฟฟ้า 6 ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ 7 ความเค็ม 8 สารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ผิวน้ำ 9 สารอินทรีย์ระเหยง่ายระดับน้ำลึก 10 แอมโมเนีย 11 ไซยาไนด์ และ 12 โลหะหนัก (HM)
      
            หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมี เข้าไปตรวจนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) 2 จุดในวันที่15 ตุลาคม ที่ผ่านมา คือ บริเวณแท่นพิมพ์โรงงานมาเจนด์ แมคซิสและภายนอกโรงงาน จากผลตรวจสอบ สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งนิยมใช้เป็นตัวทำละลายน้ำมันและคราบไขมัน เช่น น้ำยาซักแห้ง สีทาวัสดุ สารเคลือบเงา ฯลฯ พบว่า มีค่าสูงถึง 30-55 พีพีเอ็ม โดยค่าต่ำสุดที่ควรตรวจพบคือ 0 พีพีเอ็ม แต่ในรายงานยืนยันว่ายังไม่มีผลกระทบต่อประชาชน แต่หากสารอินทรีย์ระเหยง่ายมีปริมาณมากกว่านี้อาจส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำได้ นอกจากนี้ยังพบสารดังกล่าวที่นิคมโรจนะ 4 จุดในวันที่ 24 ตุลาคม และ 1 จุดในวันที่ 4 พฤศจิกายน ปริมาณ 0.1-0.7 พีพีเอ็ม ส่วนที่นิคมนวนครพบในการตรวจครั้งที่ 2 วันที่ 5 พฤศจิกายน 4 จุด ปริมาณ 0.2-2.2 พีพีเอ็ม
             
           ส่วนสาร "แอมโมเนีย" นิยมใช้ในระบบทำความเย็น มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี หลายคนเป็นห่วงว่าจะรั่วไหลที่วาล์ว ข้อต่อ หรืออุปกรณ์ต่างๆ ลงไปผสมในน้ำท่วม หากใครไปสัมผัสจะระคายเคืองผิวหนังและดวงตา จากการตรวจที่นิคมบ้านหว้า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พบมีสารแอมโมเนียระดับ 2.0 พีพีเอ็มใน 3 จุด โดยระดับค่าต่ำสุดที่ควรตรวจพบคือ 0 พีพีเอ็ม เช่นเดียวกับที่นิคมบางปะอินครั้งที่ 3 วันที่ 5 พฤศจิกายน พบระดับแอมโมเนีย 1 พีพีเอ็มใน 4 จุด และยังพบนิคมสหรัตนนคร 4 จุด เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ระดับ 1.5-2 พีพีเอ็ม ส่วนที่แฟคตอรี่แลนด์พบระดับ 2 พีพีเอ็ม เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ1 จุด ในการตรวจเมื่อ 4 พฤศจิกายน ปริมาณ 0.1 พีพีเอ็ม เท่ากับที่พบในนิคมนวนคร เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน สำหรับสารพิษไซยาไนด์และโลหะหนัก ยังไม่พบที่นิคมอุตสาหกรรมใดๆ และมีบางจุดที่อยู่ระหว่างการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่าง
    
           "อนุพันธ์ อิฐรัตน์" ผอ.สำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ ยืนยันว่า มีหลายหน่วยงานร่วมกันนำตัวอย่างน้ำมาตรวจสอบค่าโลหะหนักและสารเคมีต่างๆ และยังไม่พบรายงานสิ่งผิดปกติหรือพบค่าเกินมาตรฐานความปลอดภัย จากวันนี้ไปจะมีการเข้าไปตรวจเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
         
           ขณะที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากผลการตรวจจากหน่วยงานรัฐแล้ว องค์กรหรือนักวิจัยที่สังกัดสถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยควรเข้าไปตรวจสอบด้วย จากนั้นก็นำผลลัพธ์ที่ได้มาเปรียบเทียบกัน เพื่อให้ชาวบ้านสบายใจว่าไม่มีสารเคมีพิษตกค้างในน้ำท่วมจริงๆ !!